บทสนทนาก่อนวันลอยกระทง

.............................. .......

กาลครั้งหนึ่งยังมีคนอยู่สี่คนนั่งคุยกันอยู่ สามคนเป็นผู้ชาย
 
คนแรกชื่อคนแบกโลก
คนที่สองชื่อคนขวางโลก
และคนที่สามชื่อคนจ้องโลก
ส่วนผู้หญิงคนเดียวในกลุ่มเป็นสาวสวยชื่อคนกอดโลก
 
ทั้งสี่คนเป็นเพื่อนสนิทกัน ส่วนจะเป็นเพื่อนสนิทแบบในหนังเรื่องเพื่อนสนิทหรือเปล่า ผมก็มิอาจเดาได้
ลองฟังเขาคุยกันดูครับ เขาคุยกันเรื่องลอยกระทงค...
รับ

คนกอดโลก - "ปีนี้จะไปลอยกระทงที่ไหนกันน่ะ"
คนขวางโลก - "ลอยที่ไหนก็ไม่ต่าง เพราะมันก็แค่เอากระทงลอยลงไปในน้ำ ที่ไหนมีน้ำที่นั่นก็ลอยได้"
คนแบกโลก - "ไม่ว่าจะลอยที่ไหน มันก็คือการทิ้งลงไปนั่นเอง"
คนจ้องโลก - "ตอนที่ลอยนั้นเราควรจะคิดถึงอะไรด้วย เพราะมันมีตำนานอยู่"

คนกอดโลก - "คิดถึงอะไรหรือ"
คนจ้องโลก - "มันมีหลายตำนาน จะเอาตำนานไหน"

คนกอดโลก - "ลอยกระทงนี่มีแต่บ้านเราหรือเปล่า มันเกี่ยวกับศาสนาหรือเปล่า"
คนขวางโลก - "ศาสนาพุทธสอนให้ปล่อยวาง ไม่เคยสอนให้ยึดติดพิธีกรรม"

คนจ้องโลก - "พม่าก็ลอย ลาวก็ลอย จีนก็ลอยนะ แต่รายละเอียดไม่เหมือนกัน ความเชื่อก็ไม่เหมือนกัน"
คนกอดโลก - "อยากรู้ เล่าหน่อยเถอะ"
คนขวางโลก - "จะรู้ไปทำไม รู้แล้วทำให้ลอยสนุกขึ้นหรือ"
คนจ้องโลก - "ถ้าเอาตำนานทางพุทธ เขาก็ว่าเป็นการลอยเพื่อไปบูชาพระเกศแก้วจุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นการบูชารอยพระพุทธบาท ณ หาดทรายริมฝั่งแม่น้ำนัมมทา"

คนขวางโลก - "แล้วมันจะลอยถึงได้อย่างไร บางคนลอยในสระน้ำ ลอยในคลอง เอ้า...ต่อให้ลอยในแม่น้ำด้วย แม่น้ำที่ไหนไหลทวนไปอินเดียได้"

คนกอดโลก - "แต่บางคนเขาก็ลอยเพื่อขอขมาและขอบคุณแม่น้ำที่ให้เราใช้มาตลอดนะ"
คนแบกโลก - "ขอขมาประสาอะไร ทำร้ายมากกว่า ทิ้งขยะเต็มแม่น้ำภายในวันเดียวเยอะกว่าทิ้งทั้งปีอีก"
คนจ้องโลก - "ประเทศที่มีการลอยกระทงนี่ล้วนทำกสิกรรมทั้งนั้น เห็นไหม เราบูชาอะไรบ้าง แม่คงคา พระพิรุณ น้ำทั้งนั้น เพราะเราต้องพึ่งน้ำเป็นอย่างมาก"
คนขวางโลก - "ประเทศอุตสาหกรรมก็ต้องพึ่งน้ำ มีใครไม่พึ่งน้ำบ้าง ไม่เห็นเขาต้องมาไหว้ มาบูชาอะไรเลย"

คนแบกโลก - "ลอยเอาแค่สนุกมั้ง จะมีสักกี่คนที่ลอยเพื่อขอขมา หรือรำลึกถึงบุญคุณแม่น้ำ ไหนจะเรื่องจุดพลุดอกไม้ไฟอีก อันตรายทั้งนั้น"
คนจ้องโลก - "มันก็ต้องมีอุบายบ้าง ถ้าไม่สนุกมันจะสืบสานต่อไปได้หรือ"
คนกอดโลก - "อย่างน้อยก็สอนให้คนรุ่นหลังรู้ว่าเรามีประเพณีขอขมาธรรมชาติที่เราได้ล่วงเกินมาตลอดทั้งปี สอนไปทีละนิดมันก็คิดขึ้นได้เองล่ะน่า"

คนแบกโลก - "สอนให้ทำลายธรรมชาติสิไม่ว่า"
คนจ้องโลก - "ตำนานล้านนาเล่าว่า เกิดอหิวาต์ระบาดที่อาณาจักรหริภุญไชย ทำให้คนต้องอพยพไปอยู่เมืองหงสาวดี บางคนก็มีครอบครัวอยู่ที่นั่น พออหิวาต์สงบลงแล้ว บางส่วนจึงอพยพกลับ และเมื่อถึงวันครบรอบที่ได้อพยพไปก็เกิดการคิดถึง เลยจัดของกินของใช้ใส่กระทงลอยน้ำไป หวังจะให้ถึงหงสาวดี"
คนขวางโลก - "บ้าแล้ว มันคงลอยถึงหรอก"

คนกอดโลก - "แค่ลอยก็สบายใจแล้วนี่ เหมือนทำบุญทำทานไง จะถึงผู้รับแค่ไหนก็เป็นอีกเรื่อง"
คนขวางโลก - "คนแบบนี้แหละ ที่เขาเรียกว่าเหยื่อ"

คนแบกโลก - "สองปีที่แล้ว กทม.นับกระทงที่มีผู้คนมาลอยได้ 1,075,792 ใบ เป็นกระทงที่ทำจากโฟม 30.52 เปอร์เซ็นต์ โฟมใครๆ ก็รู้ว่าสลายยากแค่ไหน เผาไปทีก็ทำลายชั้นบรรยากาศที รู้จักปฏิกิริยาเรือนกระจกใช่ไหม โลกมันร้อนน้ำท่วมพายุกระหน่ำก็จากสาเหตุพวกนี้แหละ"
คนจ้องโลก- "นี่ก็เหยื่ออีกรายมั้ง เชื่อ กทม.หรือว่าเขาจะนับกระทง ใครจะนับไหว เป็นล้านกระทงอย่างนั้น"
คนขวางโลก - "เขาก็มีวิธี วิชาสถิติก็ทำได้ นับโดยการสุ่มตัวอย่างก็ได้"

คนกอดโลก - "นับได้ขนาดนี้แสดงว่าก็คงเก็บไปรีไซเคิลได้"
คนแบกโลก - "ทุกปีจะเก็บได้ไม่หมด เหลือประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ บรรลัยแล้วเห็นไหม"
คนจ้องโลก - "ตามตำนานพราหมณ์เล่าว่า พิธีลอยประทีปนี่แต่เดิมเป็นพิธีทางศาสนาพราหมณ์ ทำขึ้นเพื่อบูชาเทพเจ้าทั้งสามคือ พระอิศวร พระนารายณ์ และพระพรหม"

คนกอดโลก - "ถ้าเราจะช่วยกันคิดใหม่ว่าให้ใช้กระทงร่วมกันเป็นกลุ่มน่าจะดีนะ ครอบครัวละกระทง แฟนกันก็กระทงหนึ่ง เพื่อนกันก็กระทงหนึ่ง จะได้ลดจำนวนลงบ้าง"
คนขวางโลก - "หลวงเขาก็รณรงค์อยู่ไม่เห็นหรือ แล้วได้ผลตรงไหน คนไทยชวนทำอะไรดีๆ ยาก"

คนจ้องโลก - "ตำนานจีนเล่าว่า สมัยก่อนทางตอนเหนือเมื่อถึงหน้าน้ำ น้ำจะท่วมเสมอ บางปีน้ำท่วมจนชาวบ้านตายนับเป็นพันเป็นหมื่น และหาศพไม่ได้ก็มี จึงจัดกระทงใส่อาหารลอยน้ำไป เพื่อเซ่นไหว้ผีเป็นงานประจำปี"
คนขวางโลก - "แล้วทำไมไม่ลอยกลางวัน อยากรู้มานานแล้ว ไม่ว่าจะตำนานไหน ทำไมไม่ลอยกลางวัน สมัยก่อนไม่มีไฟฟ้าด้วย ลอยกลางคืนน่าจะมืดจนน่ากลัว"

คนกอดโลก - "ไม่น่ากลัวหรอก จุดเทียน มีแสงวอมแวม ดูสวย ขลังดีออก"
คนจ้องโลก - "แล้วผีที่ไหนโผล่มาตอนกลางวัน คนจีนเขาก็ว่าจุดเทียนก็เพราะหนทางไปเมืองผีมันมืด จึงต้องจุดให้แสงสว่าง ในภาษาจีนเรียกลอยกระทงว่า ปั่งจุ๊ยเต็ง แปลว่า ปล่อยโคมน้ำ"

คนกอดโลก - "ใครจะลอยเพื่ออะไรก็เอาเถอะ แต่ขอลอยเพื่อระลึกถึงผู้มีพระคุณต่อเราก็แล้วกัน ทั้งพระพุทธเจ้า พระแม่คงคา"
คนขวางโลก - "ระลึกถึงผู้มีพระคุณ แล้วอธิษฐานขอนู่นขอนี่ทำไม"

คนแบกโลก - "อีกข้อมูลหนึ่งที่ผู้คนไม่ค่อยรู้กัน เมื่อปีที่แล้ว หนึ่งในสิบของกระทงที่ลอยกันในแม่น้ำเจ้าพระยา ลอยไกลไปถึงอ่าวไทย เก็บยากเลยทีนี้"
คนจ้องโลก - "เรื่องลอยกระทงนี่มันมีหลายเรื่องอยู่ในเรื่องเดียวกันนะ ไหนจะเรื่องประเพณี ไหนจะเรื่องโบราณคดี แล้วเรื่องสิ่งแวดล้อมสิ่งแวดล้อมอีกล่ะ"

คนแบกโลก - "เรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องใหญ่สุด"
คนกอดโลก - "เรื่องประเพณี เรื่องประวัติศาสตร์ก็สำคัญนะ"
คนจ้องโลก - "อันที่จริงที่มาลอยกันเยอะๆ นี่ก็สมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม นี่เองนะ เพลงลอยกระทงก็ยุคนี้แหละ ย้อนกลับไปสมัยรัชกาลที่สามยังเป็นเรื่องของเจ้านายอยู่เลย พิธีใหญ่และโอ่อ่ามาก พอถึงรัชกาลที่สี่พระองค์เห็นว่ามันฟุ่มเฟือยมากไป ก็ย่อเหลือแค่ลงเรือพระที่นั่งไปลอยประทีป"

คนกอดโลก - "กระทงที่ทำจากขนมปังก็ดีนี่ ปลากินได้"
คนแบกโลก - "กินไม่ทันหรอก บางแหล่งน้ำไม่ได้มีปลาเยอะขนาดกินได้หมดในหนึ่งวัน แล้วรู้ไหม ขนมปังที่เอามาทำกระทง หลายแห่งเลยใส่สารกันบูดเยอะเสียจน ปลากินปลาก็ตาย แล้วถ้าเหลือเยอะน้ำก็เน่า เคยเห็นบ่อเลี้ยงปลาที่ให้อาหารเยอะเกินไปหรือเปล่า น้ำเน่าหมด"

คนกอดโลก - "ทำกระทงจากน้ำแข็งได้ไหม ลอยไปพอละลายก็กลายเป็นน้ำ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมด้วย"
คนจ้องโลก - "ทำได้ง่ายๆ หรือ แล้วจะไม่ละลายหมดระหว่างเดินทางหรือ แล้วจะขายกันอย่างไร สงสัยต้องขนตู้เย็นไปแช่กระทงด้วย"
คนขวางโลก - "ขืนลอยกระทงน้ำแข็งกันเยอะๆ พอน้ำแข็งละลายอุณหภูมิของน้ำก็จะลดลง ปลาก็ตายนะ"
คนกอดโลก - "แม่น้ำทั้งสายนี่นะ อุณหภูมิจะลดลงได้ด้วยกระทงน้ำแข็ง"

คนแบกโลก - "ธูปเทียนที่อยู่ในกระทงล่ะ ขยะทั้งนั้นนะ ทิ้งกันเข้าไป"
คนกอดโลก - "พูดไปแล้วเหมือนการลอยกระทงนี่ไม่มีอะไรดีเลย ปีนี้สงสัยต้องไปคนเดียวแล้ว ว่าจะไปลอยที่คลองข้างวัดเสียหน่อย"

คนขวางโลก - "ถ้าไม่มีใครไปด้วย ไปเป็นเพื่อนให้ก็ได้นะ"
คนจ้องโลก - "คลองข้างวัด น่าสนใจนี่ ไปด้วย"
คนแบกโลก - "อยากได้กระทงน้ำแข็งไหมละ จะลองทำมาจากบ้านให้ ว่างพอดีเลย"
............................................................
โดย ประภาส ชลศรานนท์

หลายวันก่อน ผมมีโอกาสเข้ารับการฝึกอบรมในโครงการฝึกอบรมโครงการหนึ่ง
ซึ่งมีหนึ่งคำถามจากการฝึกอบรม ที่ผมคิดว่ามันน่าสนใจมากๆ เป็นเรื่องเกี่ยวกับ

การตรวจสอบ "ระดับความรุ่งเรืองหรือความตกต่ำของชีวิตของตัวเอง"
ว่ามันชี้วัดกันอย่างไรนะ?

เห็นว่าน่าสนใจเลยอยากนำมาแบ่งปันครับ : )

...

ถ้าอยากทราบว่าจะวัดอย่างไร ก่อนอื่น ให้ลองปฏิบิติตามผมดังนี้ครับ

ขั้นแรก เตรียมกระดาษเปล่า 1 แผ่น และดินสอ หรือปากกา 1 แท่ง

ขั้นต่อมา ให้เขียนข้อความลงในกระดาษ ตามลำดับ ดังนี้
เริ่มจากสร้างกราฟชีวิตของคุณขึ้นมา 1 กราฟ
โดยแกนนอน ให้เขียนช่วงอายุของคุณ เช่น อายุ 20 21 21 ไปจนถึงอายุปัจจุบัน
และแกนตั้ง ให้เขียนระดับความสุขหรือพอใจในชีวิตของคุณ จาก 0 ถึง 100
พอเราได้แกนทั้งสองแกนแล้ว ให้ลองให้คะแนนความพอใจในแต่ละช่วงอายุดูครับ เช่น อายุ 22 ให้ 55% อายุ 23 70%


สิ่งสำคัญ คือ ทุกครั้งที่คะแนนความพอใจของคุณ "ขึ้น" หรือ "ลง" ให้เขียนกำกับไว้ด้วยว่ามี "เหตุการณ์สำคัญ" ใดๆ ที่ทำให้กราฟคุณขึ้นหรือลง
เช่น อายุ 22 ไป 23 กราฟขึ้นเพราะได้งานที่พอใจหรือได้รับการขึ้นเงินเดือน เป็นต้น
เขียนให้ครบอายุของคุณ แล้วเราลองมาดูพร้อมๆ กันกับกราฟของผม กันว่าชีวิตของพวกเรารุ่งเรืองหรือตกต่ำกันลงแค่ไหน...?

(ลองเขียนกันให้เสร็จ ก่อนอ่านข้อความเฉลยด้านล่างนะครับ 555)

 

...

 

แท่น แทน แท๊น!!

 

เอาละ หลังจากผมเขียนกราฟของตัวเองเสร็จ ผมก็ลองเอากราฟมานั่งดู ดูไปดูมาก็รู้สึกว่า เอ้อ กราฟชีวิตของตัวเองมันก็โอเคนี่หว่า
ถึงแม้มีช่วงที่ขึ้นๆ ลงๆ บ้างเป็นบางคราว
แต่โดยรวมก็อยู่ในระดับที่น่าพอใจ เพราะได้คะแนนประมาน 80% ขึ้นไปทั้งนั้น
มีช่วงที่คะแนนขึ้น เช่น ช่วงที่ได้รับเงินเดือนน่าพอใจ และ ช่วงที่ตกลงเพราะช่วงเจอเจ้านายที่ไม่ประทับใจ เป็นต้น
โดยรวมนั้นถือว่าชีวิตของผมค่อนข้างโอเคเลยทีเดียวครับ ... เฮ้!! นี่หมายความว่าชีวิตเรารุ่งเรืองใช่มั้ย ? 555

 

หลังจากภาคภูมิใจกับกราฟของตัวเองแล้ว วิทยากรก็ให้พวกเราลองแลกเปลี่ยนกราฟกับเพื่อนๆ ในกลุ่มดูบ้าง ...
ซึ่ง นั่นมันก็ทำให้ผมได้พบกับแง่มุมใหม่ๆ อีกหลายแง่มุมเลยทีเดียว...

คนแรกที่ผมแลกเปลี่ยนกราฟ เธอคือสมาชิกเออีสาวแสนสวยร่วมบริษัท
 
ครั้งแรกที่ผมเห็นกราฟของเธอก็รู้สึกตกใจเล็กๆ เพราะกราฟเธอนั้นค่อนข้างดำดิ่ง
คะแนนเฉลี่ยนอยู่ในระกับ 30-60% เท่านั้น และเส้นกราฟค่อนข้างผันผวนขึ้นลงในแต่ละปี ประหนึ่งอารมณ์ของเธอในขณะมีประจำเดือน
ด้วยความสงสัย ผมเลยลองดูเหตุการณ์ชีวิตในแต่ละปีของเธอดูบ้าง ว่าเกิดอะไรขึ้นกันนะ ...?

จุดแรก ที่กราฟเธอลงอย่างมาก ผมพบว่าเธอเขียนถึงเหตุการณ์ที่เธอเลิกกับแฟนหนุ่ม และอยู่ในช่วงตกงาน
จุดต่อมา กราฟขึ้นเล็กน้อย เธอเขียนว่าคืนดีกับแฟนเก่า ได้โทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่
และตกลงอีก เมื่อเธอเขียนว่า เงินไม่พอใช้ งานหนัก โบนัสน้อย
ซึ่งโดยรวมนั้น ผมคิดว่าเธออาจะยังไม่ค่อยพอใจชีวิตเธอเท่าที่ควร

 

คนที่สองที่ผมหยิบกราฟมาดู เขาคือพนักงานถ่ายรายการ วุฒิ ปวส ร่วมบริษัท
คนนี้ก็ทำผมตกใจอยู่อีกครั้ง เพราะกราฟเข้าค่อนข้างสูงลิ่ว
คะแนนสูงติดระดับ 100% เกือบทุกปี มีแค่ช่วงแรกก่อนเริ่มทำงานเท่านั้นที่ได้ประมาน 90%
ผมเห็นเขาเขียนไว้ว่า ช่วง 90% นั้น คือ ช่วงที่เขายังเป็นพนักงานชั่วคราวอยู่เมื่อตอนทำงานใหม่ๆ
แต่ถ้านับตั้งแต่ช่วง 100% เป็นต้นมา นั้นเป็นช่วงที่เขาได้รับเข้าบรรจุเป็นพนักงานประจำ มีช่วงหนึ่งเขาเขียนว่า "ได้รับเงินเดือนมากถึง 12,000 บาทต่อเดือน"
ซึ่งจากคะแนนที่ผมเห็นในกราฟนั้น โดยรวมแล้ว ผมว่าเขาพอใจชีวิตของเขามากๆ
(มากจนทำให้ผมรู้สึกว่าชีวิตของผม ซึ่งได้เงินเดือนมากกว่าเขา รู้สึกเป็นชีวิตตกต่ำไปเลย 5555)

 

หลังจากได้อ่านกราฟของคนอื่นๆ ก็ยิ่งรู้สึกสนุกและตื่นตาตื่นใจมากขึ้นไปอีก
เพราะบางคนเขียนไว้ว่าความรุ่งเรืองของตัวเอง คือ ได้ย้ายมาทำงานใกล้ๆ บ้าน แต่บางคนเขียนว่าได้ขับรถไปทำงาน
แต่บางคนเขียนว่าความตกต่ำของชีวิตของตัวเอง คือ การอยู่ในช่วงที่ไม่มีแฟน แต่บางคนเขียนว่าทะเลาะกันแฟนบ่อย เป็นต้น

หลังจากแลกกันดูกราฟของแต่ละคนเสร็จ ท่านวิทยากรก็จัดการสรุปสาระสำคัญของแบบฝึกหัดนี้ให้พวกเราทราบอีกครั้ง ว่าจริงๆ แล้ว ...

 

ชีวิตของเราจะ "รุ่งเรือง" หรือ "ตกต่ำ" นั้นมันขึ้นอยู่กับ "ทัศนคติ" ของเราตัวเดียวเท่านั้น

 

บางคน มองการมีงานเยอะเป็นเรื่อง "เลวร้าย" แต่บางคนมองเป็นเรื่อง "ท้าทาย"
บางคน บางคนได้เงินเดือนสองหมื่น "ไม่พอใจ" แต่บางคนได้เงินเดือนหมื่นสองกลับ "พอใจ"
บางคน ได้แทบทุกอย่างที่ตนต้องการก็ยังคิดว่าตัวเอง "ตกต่ำ" แต่บางคนมีเพียงอย่างสองอย่างกลับคิดว่าสิ่งที่ตัวเองมีอยู่นั้น "รุ่งเรือง"

ทุกอย่าง ล้วนขึ้นอยู่กับมุมมองของเราว่าเราจะสามารถมองเห็นด้านดีๆ ของมันได้มากแค่ไหน
ซึ่งทั้งหมดนี้ เราสามารถ "ควบคุม" มันได้ด้วย "ตัวของเราเอง" ทั้งสิ้น...

...

จุดประสงค์ที่ผมเขียนบทความนี้ขึ้นมา เพราะ อยากขอบคุณท่านวิทยากรท่านนั้นที่ได้แบ่งปันบทเรียนดีๆ
ให้กับนักเรียนผู้อ่อนต่อโลกอย่างผมได้เรียนรู้มุมมองการใช้ชีวิตในมุมที่ไม่เคยเห็น

แต่ไอ้ครั้นจะขอบคุณตอนนี้ก็คงไม่ทันเสียแล้ว และก็ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้พบกันอีกเมื่อไหร่...
จึงขอแสดงความขอบคุณด้วยการแบ่งปันบททดสอบดีๆ แบบนี้ ให้กับเพื่อนๆ รอบตัวผมได้อ่านแล้วกันนะครับ

แทนคำขอบคุณครับ : )

 

ถ้าเราสามารถเลือกเป็นเจ้าของ ม้าเพียง 1 ตัวเพื่อเป็นเพื่อนร่วมเดินทางตลอดการเดินทางในชีวิตนี้ ...เราควรจะเลือกเพื่อนร่วมทางแบบ ม้าเชื่อง หรือ ม้าพยศ ?
 
================================================

ชายหนุ่มคนหนึ่ง เติบโตในหมู่บ้านเลี้ยงม้าอันโด่งดังแห่งอาชาอารยะประเทศ ในปีนี้ เขาจะมีอายุครบ 25 ปีบริบูรณ์

ก่อนวันครบรอบ 25 ปีบริบูรณ์ หัวหน้าหมูบ้านคนเลี้ยงม้าได้พาชายหนุ่มไปยังลานเลือกม้าในหมู่บ้าน และเขาได้เอ่ยถามชายหนุ่มถึงเรื่องการเลือกม้าประจำตัวซึ่งเป็นธรรมเนียมสำคัญของหมู่บ้านเลี้ยงม้า 
 

ธรรมเนียมนี้บัญญัติไว้ว่า ชายหนุ่มที่มีอายุครบ 25 ปี นั้นจะต้องเลือกม้าคู่ใจเพื่อออกไปผจญภัยในโลกกว้าง ตลอดการเดินทางของชีวิตและการเลือกม้าคู่ใจนั้น ธรรมเนียมของหมู่บ้านเปิดโอกาสให้คนในครอบครัวของชายหนุ่มสามารถเข้าไปมีสิทธิในการร่วมเลือกม้าด้วย เพื่อความแม่นยำในการเลือกม้า
 

ด้วยความไม่มั่นใจ ชายหนุ่มจึงเลือกคุณแม่และน้องชายที่เขารักเข้าไปยังลานเลือกม้าเพื่อช่วยในการตัดสินใจด้วย
 

หัวหน้าหมู่บ้านพาชายหนุ่มและครอบครัวเดินชมลานเลือกม้าที่เต็มไปด้วยม้าหลายร้อยตัว แบ่งเป็นฝั่งทิศตะวันออกและฝั่งทิศตะวันตก...ฝั่งตะวันตกเป็นม้าสายพันธุ์ม้าเชื่อง ...ส่วนฝั่งตะวันออกเป็นม้าสายพันธุ์ม้าพยศม้าทั้งสองฝั่งมีลักษณะและเสน่ห์แตกต่างกัน
 

ชายหนุ่มและครอบครัวได้เดินพิจารณาลักษณะของม้าทั้งสองฝั่งคอกอยู่นานเสียนานตั้งแต่ตะวันขึ้น จวนตะวันจะตกดิน
 

หลังจากเดินชมเสร็จแล้ว ทั้งสามคนกลับมาหยุดที่หน้าลานเลือกม้า เพื่อตัดสินใจว่าเขาจะเลือกม้าสายพันธุ์ไหนเป็นม้าประจำตัวของเขา...

"แม่ว่าลูกเลือกม้าเชื่องเถิดลูก จากประสบการณ์บนโลกนี้กว่า 60 ปีของแม่นั้น ม้าเชื่องแสดงให้เห็นว่ามันเป็นม้าที่ซื่อสัตย์ เป็นมิตร ควบคุมง่าย ลูกสามารถแน่ใจได้ตลอดการเดินทางว่าม้าเชืองตัวนี้ มันจะไม่ออกนอกลู่นอกทางหรือหนีลูกไปไหน และจะไม่ปล่อยให้ลูกเดียวดายในวันที่ลูกหลงทางลูกสามารถบังคับมันไปได้ในทุกที่ และทุกทิศที่ลูกต้องการ"

"แต่ข้อเสียก็ คือ หน้าตามันขี้เหร่มาก ไร้ความสง่างาม แม่ไม่แน่ใจว่าลูกจะสามารถรับหน้าตาทึ่มทื่อของมันได้แค่ไหน มันอาจะเป็นสาเหตุให้ลูกรู้สึกไม่ภูมิใจในตัวมันและหมดรักมันลงและถ้าขี่ไปนานๆ ลูกจะรู้สึกไม่สนุกเท่าที่ลูกหวังไว้ เพราะมันก็จะพาลูกไปแต่ทางเดิมๆ ทางที่ลูกเคยชิน " หญิงแก่ให้คำแนะนำตามประสาแม่ที่หวังดีต่อลูก

หลังจากได้ฟังหญิงแก่พูดจบ ชายหนุ่มก็ฝันถึงความสุขสงบและอิสระในชีวิตของเขากับม้าสายพันธุ์เชื่องเหล่านี้
...

ส่วนฝ่ายน้องชายวัยหนุ่มแน่นที่เพิ่งจะเปิดตาสู่โลกกว้างไม่นานนัก ก็ขอแสดงความคิดเห็นต่อการเลือกม้าของพี่ชายบ้าง...

"ผมว่าพี่ควรเลือกม้าสายพันธุ์พยศนะ ถึงแม้ว่าม้าสายพันธุ์พยศมันจะชอบพยศ ไม่ค่อยฟังคำสั่ง บังคับยาก ชอบออกนอกลู่นอกทางเวลาเราเผลอไผล แต่นั่นก็คือ เสน่ห์ของมันที่เราจะได้ควบคุมมันไม่ใช่เหรอพี่ส่วนข้อดีของมันคือ ถ้าพี่สามารถควบคุมมันได้ พี่จะสามารถขี่มันได้อย่างสนุก หวือหวา ตื่นเต้น มันจะพาพี่ไปยังโลกใหม่ๆแต่ผมว่าพี่ก็คงต้องทำใจเรื่องเจ็บตัวไว้บ้างนะพี่ ในกรณีที่พี่คุมมันไม่อยู่จนพลัดตกลงมาจากหลังมัน"

"อีกอย่าง คือ มันงามสง่ามาก ...พี่ดูมองมันดูสิ ขนของมันเงางามกว่า ของด้านๆของไอ้ม้าทึ่มๆ คอกข้างๆ นั้นอีก และถ้าใครได้เห็นม้าพันธุ์พยศอันสง่างามพันธุ์นี้จะต้องสรรเสริญถึงความงามของมันแน่นอน"น้องชายวัยหนุ่มช่วยเสนอแนะคำแนะนำพี่ชายด้วยความมีขีวิตชีวา

หลังจากฟังน้อยชายพูดจบ ชายหนุ่มก็ฝันถึงความพึงพอใจยามที่เขาได้จ้องมองม้าสายพันธุ์พยศเหล่านี้อย่างชื่นชม อีกทั้งยังเหลือบไปเห็นสายตาอันชื่นชมของคนรอบข้างอีกด้วย

...

หลังจากฟังจบ ชายหนุ่มยืนกอดอกและเพ่งสายตาพิจารณาในตัวม้าทั้งสองสายพันธุ์อย่างหนักหน่วง คิ้วซ้ายและคิ้วขวามาบรรจบกันที่กลางหน้าผากเสียงถอนหายใจที่เริ่มดังบ่งบอกถึงการตัดสินใจที่ยากลำบาก

"เลือกทั้งสองตัวแต่สลับกันขี่ได้เลยมั้ยครับ ท่านหัวหน้าหมู่บ้าน?" ชายหนุ่มคิดไม่ตก จึงลองเอ่ยปากถามออกมา
 
"คงจะเป็นการเห็นแก่ตัวเกินไป ถ้าเจ้าจะเลือกเป็นเจ้าของม้านั้นไว้ทั้งสองตัว เพราะในความเป็นจริงแล้วเจ้าไม่สามารถขี่ม้าทั้งสองตัวในเวลาเดียวกันได้...ธรรมชาตของมัน ยามใดที่เจ้ากำลังขี่ตัวใดตัวหนึ่ง อีกตัวก็จะเศร้า เหงาหงอยและตีจากเจ้าไปหาเจ้านายใหม่ในเวลาไม่ช้า..." หัวหน้าหมู่บ้านกล่าวด้วยเสียงหนักแน่น
 
 

"ท่านหัวหน้าหมู่บ้าน ... ท่านว่าข้าควรเลือกสายพันธุ์ไหนดี มันสำคัญต่อชีวิตข้ามากเลยนะ" ชายหนุ่มหวั่นวิตก
 
"เพราะมันสำคัญ เจ้าจึงควรเลือกพันธุ์ที่มันเหมาะสมกับเจ้าที่สุดไงเล่า ... คำตอบที่ถูกต้องที่สุดควรเป็นคำตอบจากตัวเจ้ามิใช่หรือ"

หัวหน้าหมูบ้านปล่อยให้ชายหนุ่มยืนตัดสินใจอยู่อีกสักครู่ แล้วจึงตัดสินใจพูดออกมา

"เอาละ นี่ก็ถึงเวลาเลือกม้าแล้ว เชิญเจ้าเลือกได้ และเพื่อความยุติธรรม เจ้าต้องตัดสินใจเลือกตัวใดตัวหนึ่งเท่านั้น" หัวหน้าหมู่บ้านกล่าวสรุปให้ชายหนุ่มตัดสินใจอีกครั้ง...
...
 
 

(มาถึงตรงนี้ คุณคิดว่า เขาควรเลือกม้าเชื่องหรือม้าพยศ ดีกว่าครับ?)
 
 
 

...
 

หลังจากฟังจบ ชายหนุ่มถอนหายใจครั้งสุดท้าย และรวมรวมสติและอารมณ์เพื่อการตัดสินใจครั้งสำคัญ...ผ่านไปไม่นาน สีหน้าของชายหนุ่มเริ่มผ่อนคลายลง แววตาเริ่มมีประกายแห่งความมั่นใจ มีรอยยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย ก่อนตัดสินใจพูดออกไปว่า ...
 

"ผมเลือกม้าสายพันธุ์นี้แหละครับ ผมว่ามันเป็นม้าที่ เหมาะสม กับผมที่สุดแล้วครับ" 
ชายหนุ่มพูดจบก็เดินเปิดคอกม้า เข้าไปจูงมาสายพันธุ์ที่เขาเลือกออกมาจากคอก ...เข้ากระโดดขึ้นหลังของม้าตัวนั้นและควบมันออกไปจากลานเลือกม้าอย่างภาคภูมิใจท่ามกลางรอยยิ้มอันยินดีของหัวหน้าหมูบ้าน หญิงแก่และเด็กหนุ่มน้องชายของเขา
 
(จบบริบูรณ์)
...
เหล่านี้คือความรู้สึกหลังจากผมดูภาพยนตร์เรื่อง "ยักษ์" จบครับ (ไม่สปอย)
 
1.พล็อตเรื่อง
คงไม่มีใครไม่ทราบว่า ยักษ์สิบหน้าอย่างทศกัณฑ์และวานรหนุมานชาญสมรนั้นเป็นคู่รักคู่แค้นกันมาตั้งแต่ชาติปางก่อนกว่าล้านชาติ ด้วยภารกิจที่ถูกได้รับมอบหมายมาให้กำจัดฝ่ายตรงข้ามให้สิ้นไป ตามตำนานนั้นบอกไว้ว่า แม้จะเกิดใหม่อีกกี่ภพชาติก็ต้องรบราฆ่าฟันเป็นศัตรูกันทุกชาติไป

จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อเรื่อง "ยักษ์" ในภพชาตินี้ ทศกัณฑ์และหนุมานนั้นถูกออกแบบให้ต้องมาเป็นเพื่อนร่วมเดินทางไปด้วยกัน และไม่สามารถแยกจากกันได้เพราะโซ่เหล็กผูกรัดตัวของทั้งสองเอาไว้อย่างไม่ทราบสาเหตุ โชคดีที่ทั้งคู่สูญเสียความทรงจำในภาพชาติก่อนๆ ไป เรื่องราวบาดหมางจึงถูกหยุดพักไว้ชั่วครู่ หากแต่ต่างคนนั้นก็ต้องการรู้ตัวตนที่แท้จริงของตนเอง เพื่อเป้าหมายและหน้าที่ในอนาคตของแต่ละคน จึงออกเดินทางเพื่อค้นหาความทรงจำที่หายไปและเรียกอิสระภาพของตัวเองให้กลับมาตัวยการตัดสายโซ่เส้นนั้นออกไป เมื่อความสัมพันธ์เริ่มก่อตัวไปในทางที่ดี ในขณะที่ใครบางคนนั้นต้องการให้ทั้งคู่ได้ฟื้นฟูความทรงจำกลับมา เพื่อปฏิบัติหน้าที่ซึ่งถูกมอบหมายมาดังเดิม 

หน้าที่ หรือ ความสัมพ์นธ์ แค่คิดว่าต้องเลือกก็สนุกแล้วละ
 


2.บรรยากาศในเรื่อง
บรรยากาศในเรื่อง "ยักษ์" ถูกออกแบบมาอย่างอบอุ่นและเป็นมิตร โดยเล่าถึงมิตรภาพของเพื่อนใหม่ๆ ที่โชคชะตาได้ลิขิตให้มาเจอกัน อย่าง น้าเขียวยักษ์จอมซื่อ เผือก ลิงกระป๋องจอมขี้บ่น น้องสนิม หุ่นกระป๋องน้อยที่สังคมหุ่นกระป๋องด้วยกันรังเกียจ มาพร้อมปมที่ไม่มีใครรักและสนใจ ป้าสดายุนกเหล็กผู้มีจิตใจโอบอ้อมอารี และหมู่มวลหุ่นกระป๋องในเรื่องมากมายหลายล้านตัว

พวกเขาเหล่านี้ทำให้ผมนึกถึงการจับกลุ่มวิ่งเล่นกับเพื่อนๆ ในซอยบ้านเมื่อสมัยผมยังเด็ก ทั้งง่ายและไม่ซับซ้อน รักง่าย โกรธง่าย หายง่าย ไม่พอใจอะไรก็สามารถพูดกันได้ตรงๆ แต่สัมผัสได้ถึงมิตรภาพและความจริงใจ อย่างเช่น แจ๊ค ลูกนายกเทศมนตรีจอมกวน ก็ทำให้ผมนึกถึงเพื่อนลูกคนรวยข้างบ้านที่ชอบอวดเบ่ง คุยโต โชว์เหนือ ต้องมีเรื่องทะเลาะกันบ่อยครั้งเวลาจับกลุ่มเล่นด้วยกัน แต่ทะเลาะกันทีไร สุดท้ายก็คืนดีกันไปเล่นด้วยกันเหมือนเดิมไม่เกินหนึ่งหรือสองวัน 

มันเป็นบรรยากาศแห่งมิตรภาพสมัยเด็กที่พอดูจบแล้วอยากย้อนเวลากลับไปในบรรยากาศแบบนั้นอีกครั้งจริงๆ
 
 

3.การออกแบบตัวละคร
ตัวละครในเรื่องนี้ ถูกออกแบบความคิดและอุปนิสัยมาอย่างชัดเจน สะท้อนความคิดของมนุษย์หลายประเภท ทั้งมนุษย์ที่มีความทะเยอะทะยาน ความละโมบ ความฝัน ความต้องการความรัก การปฏิบัติตามหน้าที่ ฯ

ตัวละครที่ผมชอบมากที่สุด คือ น้าเขียว หรือ ยักษ์ทศกัณฑ์เวอร์ชั่นความจำเสื่อมครับ น้าเขียวทำให้น้ำตาซึมเล็กๆ กับความไร้เดียวสาของน้าเขียว และหัวใจที่อุทิศเพื่อเพื่อนอย่างเต็มที่ ดูจบแล้วรู้อยากมีน้าเขียวเป็นเพื่อนจริงๆ (แค่เห้นหน้าน้าเขียวก็อารมณ์ดีแล้ว)
 

4.จินตนาการ
จินตนาการของผู้เล่าเรื่องยักษ์นี้เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่น่าทึ่งมากครับ 
ใครจะไปจินตนาการได้ว่าหอกโมกข์ศักดิ์อันร้ายแรงในเรื่องรามเกียรติจะถูกนำมาดัดแปลงเป็นอาวุธสำคัญอันร้ายกาจให้เข้ากับเรื่องราวในยุคหุ่นยนต์ได้อย่างไร 
หางวานรของหนุมานที่ทราบกันดีว่ามันมีความยาวแบบไม่มีที่สิ้นสุดก็ถูกดัดแปลงให้เป็นอาวุธประจำกายอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ 
จักรเพชรของหนุมานที่พริ้วไหวประหนึ่งมีดบินในฉากสงคราม 
แขนขาของทศกัณฑ์ที่แข็งแรงและว่องไวเสมือนแมงมุมล่าเหยื่อ 
หรือ การใช้จินตนการสร้างหอคอยบอกเวลาและกระบวนหยุดยั้งดวงอาทิตย์ให้หยุดนิ่ง... 

ถ้านึกไม่ออกและอยากรู้ อยากให้ลองไปเปิดจินตนาการกันครับ 

5.วิธีการเล่าเรื่อง
ใครเป็นแฟนหนังสือของพี่จิก ประภาส ก็คงทราบดีอยู่แล้วว่าลีลาการเล่าเรื่องของพี่จิกนั้นออกรสออกชาติมากแค่ไหน ดังที่ปรากฎในเรื่องสั้น อย่างเช่น สุธี แม่เภา นิทานล้านบรรทัด 
เรื่องยักษ์นี้ก็เช่นกัน เขาสามารถเล่าเรื่องสร้างเสียงหัวเราะให้ผู้ชมทั้งเด็กและผู้ใหญ่ได้หัวเราะ ด้วยมุขสะอาดๆ ไร้มลพิษเจือปน
บวกกับการออกแบบ 3D ตัวละครที่น่ารักชวนขำ ก็สามารถทำใ้ห้นั้งอมยิ้มไปได้ตลอดเรื่อง ครับ

90 % ของหนังเรื่องนี้สามารถดึงผมให้เข้าไปฝันอยู่ในโลกของ "ยักษ์" ได้อย่างไม่อยากตื่นจากฝัน เพราะตื่นตาตื่นใจไปตลอดเรื่อง ที่เหลืออีก 10 % ก็เป็นจังหวะให้ได้พักหายใจบ้าง (ฮ่าๆ)
 

6.สาระและแง่คิด 
แน่นอนว่าเรื่องราวการผจญภัยของ "ยักษ์" และผองเพื่อนนั้นแฝงแง่คิดให้กับผู้ชมอย่างเราตลอดเรื่อง คำพูดและเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับแต่ละตัวละคร นั้นเหมือนกระจกบานใหญ่ที่ช่วยให้เราได้ส่องมองความคิดความอ่านของตัวเราเองได้เป็นอย่างดี

มีตั้งแต่ประเด็นที่ไม่ซับซ้อนอย่าง เช่น ประเด็นการต่อสู้ของ ความดีและความชั่ว ไปจนถึงเรื่องปรัชญาการใช้ชีวิตขั้นสูงสุดของมนุษย์เรา เช่น เรื่องความฝัน จุดหมาย 
ซึ่งไม่ต้องกังวลไปว่าเด็กๆ จะดูไม่รู้เรื่องครับ เพราะเนื้อหาในเรื่องนั้นถูกบอกเล่ามาอย่างง่ายและชัดเจนจากตัวละครต่างๆ 

แต่สำหรับใครที่ชอบชมภาพยนตร์แบบคิดวิเคราะห์ควบคู่ไปด้วย ก็จะพบประเด็นที่แฝงเอาไว้มากมาย เช่น ทศกัณฑ์ของยักษ์น้าเขียวนั้นสะท้อนถึงจิตใจด้านมืดขอมนุษย์ทุกคนที่คอยบ่งการให้เราทำเรื่องเลวร้ายอยู่เสมอ หากแตเราเองก็มีจิตใจอีกส่วนหนึ่ง คือ จิตใจฝ่ายดีเข้าต่อสู้ชิงชัยแย่งพื้นที่ทางความคิดของเราอยู่ตลอดเวลาไม่ต่างกับเหตุการณ์ในเรื่อง

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของนักปีนเขาที่ใช้ชีวิตด้วยการวิ่งตามความฝันของตัวเองอย่างไม่ย่อท้อ 
หุ่นยนต์กระป๋องเป็นสนิมที่มีแต่ผู้คนรังเกียจ 
และพ่อค้าแร่กุมกรรถ ที่สะสมความฝันอันสูงสุดของตัวเองเพื่อรอวันที่ความฝันนั้นมาถึง

เหตุการณ์เหล่านี้เต็มไปด้วยเหลี่ยมมุมและแง่คิดมากมาย ซึ่งก็สุดแท้แต่ประสบการณ์ส่วนตัวของแต่ละท่านจะตีความกันออกมาครับ

7.ความสมบูรณ์ของการผลิตการตูนฺอเนิเมชัน
โปรดักชั่น ซีจีและอนิเมชั่น ออกแบบมาได้สวยงามสมการรอคอย ส่วนตัวแล้วผมเองไม่ได้มีความรู้ด้านนี้มากมาย ดูแบบคนธรรมดานี่ละครับ (ปกติไม่ค่อยได่มีโอกาสดูการ์ตูนเท่าไหร่)
จุดที่ชอบ คือ รายละเอียดพวกตัวหุ่นยนต์ต่างๆในเรื่อง มีความละเอียดความสวยงามเทียบเท่าหนังการ์ตูนที่ผมชมจากต่างประเทศเลยทีเดียว ผมชอบรายละเอียดผิวกายของตัวละครตัวหนึ่งหลังจากไปทำภารกิจหยุดยั้งวงอาทิตย์มามากครับ ผิวกายละเอียดสวยงามมากครับ

8.ดนตรีประกอบ
ยิ่งใหญ่และไพเราะครับ ทีมงานออกแบบดนตรีประกอบมาอย่างสนุก ช่วยส่งเสริมจังหวะสำคัญของเรื่องได้ดีมาก 
ผมชอบการใส่ท่อนร้องแบบมิวสิกคัลเข้ามาประกอบการเล่าเรื่องครับ ช่วยบอกเล่าความคิดของตัวละครได้ดี และทำให้ได้กลิ่นอายแบบละครเวทีด้วย ถือเป็นจุดที่ชอบมากครับ

แต่ดนตรีช่วงซาบซึ้งยังทำได้ไม่สุดครับ ผมสะดุดอารมณ์เล็กน้อยในดนตรีช่วงหลังของเรื่องครับ ทีแรกคิดว่าตัวเองจะฟูมฟายมากกว่านี้เพราะช่วกลางน้ำตาซึม แต่จบเรื่องก็พาอารมณ์มาได้แค่น้ำตาซึมเท่านั้นครับ

9.ความคิดถึงรามเกียรติ์
ผมเชื่อว่าหลังจากดูภาพยนตร์เรื่องนี้จบแล้ว คงมีหลายคนที่เกิดความรู้สึกอยากหาเรื่องรามเกียรติ์มาอ่านอีกครั้งเพื่อเก็บรายละเอียด ส่วนตัวแล้วเมื่อสมัยเรียนเรื่องรามเกียรติ์ตอนชั้นมัธยมปลายนั้นไม่ค่อยเอาใจใส่ในเนื้อหาเท่าที่ควร จำได้ว่ารู้สึกน่าเบื่อด้วยซ้ำไป แต่พอกลับมาดูภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็รู้สึกว่ารามเกียรติเป็นวรรณกรรมที่มีความลึกซึ้งและแฝงไปด้วยคติสอนใจมากมาย

10.ยักษ์ ช่วยขุคความทรงจำบางอย่างของคน(อย่างผม)ออกมา
อนิเมชั่นเรื่องนี้ขุดความทรงจำในวัยเด็กของผมมาหลายฉาก 
มีฉากหนึ่งในเรื่องที่เล่าถึงคุณลุงยามที่มีหน้าที่ปั่นจักรยานตีระฆังบอกเวลาในยามวิกาล เมื่อตอนผมเป็นเด็ก ผมจำความรู้สึกได้ว่าผมกลัวคุณลุงมากและผมมักสงสัยว่าคุณลุงคนนั้นทำหน้าที่อะไร และืำทำไมต้องมีหน้าที่แบบคุณลุงคนนั้นด้วย(ไม่อยากให้มี เพราะกลัว) 
พอได้กลับมาเห็นในเรื่องนี้ มันทำให้เกิดความรู้สึกคิดถึงขึ้นมาอีกครั้ง เพราะเรื่องคุณลุงยามตีระฆังเป็นหนึ่งเรื่องที่ผมลืมไปนานมากแล้ว มันทำให้ผมคิดถึงคุณลุงคนนั้น อยากรู้ว่าตอนนี้คุณลุงคนนั้นหายไปไหน ? และที่ทำสำคัญ คือ เราหลงลืมคุณลุงคนนั้นไปตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ ?

มันมีอีกกี่เรื่อง ที่เราหลงลืมมันไปเมื่อเราโตเป็นผู้ใหญ่?



 
ดูจบแล้ว ชอบมากครับ อยากถอดดวงใจเอาไปไว้ให้ "ยักษ์" สักร้อยดวง 
ภาวนาให้ได้ 100 ล้านขึ้นไปนะครับ (เพราะทุนสร้างเขาก็100 ล้านไปแล้วไม่รวมค่าโปรโมต)อย่างน้อยก็อยากให้ช่วยเป็นกำลังใจกับกลุ่มคนที่สร้างสรรค์ผลดีๆ ออกมาให้ชมกัน อยากเห็นสังคมดีๆ อยากให้ผลงานศิลปะที่ดีให้ลูกหลานดู ให้เป็นความภูมิใจของประเทศ เราก็ต้องช่วยกันสนับสนุนผลงานดีๆ กันนะครับ

คงต้องบอกตามตรงว่า "ยักษ์" เป็นอีก 1 เรื่องที่ผมแนะนำครับ 
ถ้ามีลูก ก็คงต้องพาลูกไปดูหลายๆ ครั้ง
ถ้ามีเพื่อนสนิท ก็อยากบังคับพาเพื่อนสนิทให้ไปดูหลายๆ คน
หรือถ้ามีคนรู้จัก ก็อยากจะแนะนำว่าให้ไปดูเถอะครับ 180 บาท กับการได้เสพผลงานของเหล่านักคิด นักเขียน และบุคลากรสำคัญระดับประเทศ

ไม่มีส่วนไหนของหนังเรื่องนี้ที่จะสร้างความเสียหายให้ชีวิตคุณได้เลย 

และบางทีมันอาจจะไปช่วยขุคค้นความทรงจำ ความฝัน อะไรบางอย่างที่คุณหลงลืมมันไปแล้ว เมื่อคุณได้ก้าวขึ้นมาเผชิญโลกแห่งความจริงในวัยผู้ใหญ่ ก็เป็นได้นะครับ

4 ตุลาคมนี้ ... "ถอดหัวใจไปฝากไว้ที่พี่ยักษ์เขียวตัวนี้กันเถอะครับ" : )