posted on 14 Jan 2012 23:45 by suikoaslife in asLife
"พี่ถามหน่อย ถ้าเม้งรู้ตัวว่าจะอยู่ได้อีกแค่ 2 เดือน เม้งอยากจะทำอะไรบ้าง?"
แม่บ้านที่ออฟฟิสโผล่งถามผมขึ้นมากลางห้องว่า...ในขณะที่ผมกำลังนั่งทำงานอยู่
"ก็คงไปสมัครบัตรเครดิตซักสิบใบ แล้วไปรูดของ รูดตั๋วเครื่องบินเที่ยวให้หนำใจก่อนตายมั้งพี่....ทำไมเหรอฮะ?" ผมตอบไปอย่างติดตลก โดยไม่ได้คิดอะไรลึกซึ้ง
"แม่บ้านในหมู่บ้านพี่คนนึงกำลังจะตาย ทำงานบ้านอยู่ดีๆก็วูบลงไปนอนกองกับพื้น เจ้านายเขาเลยพาหามส่งโรงพยาบาลกันยกใหญ่ " ป้าแม่บ้านเริ่มเล่าด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"หาาาาาา?" ผมอ้าปากค้างแล้วหันขวับไปมองหน้าแก เพื่อสังเหตว่าตกลงแกพูดทีเล่นหรือทีจริง...
หมอบอกว่า แก"เป็นมะเร็งตับระยะสุดท้าย"
"ไม่มีทางรักษาหายได้"
"มะเร็งกำลังลามเข้ากระแสเลือด"
"มีชีวิตอยู่ได้เต็มที่ไม่เกินสองเดือน"
"ทั้งๆที่ก่อนหน้านั้นแข็งแรงมาก ไม่มีอาการเจ็บป่วยใดใดมาก่อนเลย"
ผมฟังแล้วแอบใจหายเล็กๆ ... แกเล่าต่อ...
"พอรู้ตัวว่าจะอยู่ได้อีกแค่ 2 เดือน...อาการก็ทรุดลงทันที กินไมได้ นอนไม่หลับ คิดมากทั้งวันทั้งคืน "
"เมื่อวานพี่เพิ่งไปเยี่ยมมา"
"อาการเริ่มแย่ เดินไม่ค่อยได้ ตัวเหลืองมาก"
"นี่เจ้านายให้หยุดงานแล้ว นั่งร้องไห้ทั้งวัน ใครรู้ข่าวก็พากันไปเยี่ยม แกก็เอาแต่ร้องไห้ว่ายังไม่อยากตายตอนนี้ อายุแค่ห้าสิบต้นๆเอง ยังไม่อยากตาย ยังไม่อยากตาย"
"เอ่อ...แล้วครอบครัวของแกละครับ?" ผมถาม
"แกมีลูกชายคนเดียว อยู่ต่างจังหวัด แต่ไม่ได้อยู่ด้วยกันมานานแล้ว แค่ส่งตังมาให้ทุกๆเดือน"
"นี่พรุ่งนี้ลูกเแกก็จะมารับตัวกลับไปอยู่ร้อยเอ็ด ลูกแกบอกอยากใช้เวลา 2 เดือนสุดท้ายที่เหลือกับแม่"
"ไม่มีเงินรักษา... แต่ก็จะขอดูแลแม่จนกว่าจะตายกันไปต่อหน้า"
"เพื่อนๆแม่บ้ายแถวนั้น ก็พากันไปเยี่ยมครั้งสุดท้าย ซื้อของไปให้ เอาเงินไปให้...พี่ไม่รู้จะทำยังไง เลยช่วยเงินเค้าไปห้าร้อยหนะ...มีแค่นี้"
"ใจหายเหมือกนั้นนะ คนเห็นกันอยู่ดีๆ ...พรุ่งนี้ก็จะไม่เห็นกันแล้ว"
ป้าแม่บ้านค่อยๆเล่ารายละเอียดให้ผมฟังด้วยความสะท้อนใจ ...
...
หลังจากฟังป้าแม่บ้านเล่าเรื่องนี้จบแล้วรู้สึกจิตตกขึ้นมาเล็กๆ...กับความไม่แน่นอนของชีวิต
พอเห็นชีวิตคนหนึ่งคนต้องจากโลกนี้ไปอย่างไม่ทันได้ตั้งตัวแบบนี้ ..มันก็ทำให้ตัวเองรู้สึกหลอนๆ ปนกับการได้สติขึ้นมาเล็กๆ
คำถามของป้าแม่บ้านที่ถามในตอนแรกนั้นก็ลอยเข้ามาในหัวอีกครั้ง ...
"เออ วะ ถ้าจะสามารถมีชีวิตอยู่ได้อีกแค่ 2 เดือนจริงๆ แบบตายจริงจัง ไม่มีฟื้น ไม่มีชุบชีวิต ...เราจะอยากทำอะไรบ้างวะ?"
นั่งคิดไปเรื่อยๆ สิ่งที่อยากทำอยากมีมันก็ลอยขึ้นมาอยู่บนหัวเต็มไปหมด ...คิดเล่นๆ แค่อยากเก็บตังไปเที่ยวก็ใช้เวลาเป็นปีๆละ ...เวลาแค่สองเดือนไม่พอแน่ๆถ้าจะเหลือเวลาให้มีชีวิตอยู่แค่นั้น
ไม่รู้เป็นกันมั้ย? ผมชอบคิดเอง เออเองว่า ตัวเองคงเหลือเวลาในการใช้ชีวิตอีกเยอะ ...
เหมือนมันมีจินตนการในหัวว่า เราคงจะมีชีวิตอยู่ไปเรื่อยๆ แล้วไปแก่ตายตอนอายุประมานหกสิบกว่าๆเกือบเจ็ดสิบ ...ตอนนี้อายุแค่ยี่สิบห้ายังเหลือเวลาอีกตั้งห้าสิบปีที่จะได้ทำอะไร
...ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว มันอาจะไม่ได้อยู่ยืนยาวได้เท่าที่เราคิดไว้... หรือเปล่า?
ถ้าไปเดินดูแถวจุดเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน ห้องดับจิตในโรงพยาบาล หรือ เมรุเผาเศพในวัด มันก็ทำให้ระลึกได้อยู่ว่าทุกวันนี้มันก็มีคนที่(ถูกทำให้)หมดเวลาลงไปในทุกขณะ...
ซึ่งก็ไม่รู้ว่าวันไหน หวยรางวัลใหญ่นี้จะมาออกที่เรา...
คิดแล้วอาจหดหู่ แต่มุมหนึ่งสนุกดีเหมือนกัน สำหรับการลองคิดเล่นๆโดยการจับเอาโครงการล้านแปดของตัวเองมายัดอยู่ในเวลา 2 เดือน มันก็ทำให้เรารู้สึกตระหนักและใช้เวลาในแต่ละวันให้มีค่าขึ้นมาขึ้นเยอะ
อย่างน้อยก็มีการวางแผนในทุกๆวันว่า วันพรุ่งนี้หรือมะรืนนี้เราจะทำอะไรต่อไป ... ด้วยหวังว่าก่อนตายในอีกสองเดือนข้างหน้า "ฉันจะต้องมีการพัฒนาชีวิตหรือการสะสางสิ่งที่อยากทำได้มากขึ้นกว่าปัจจุบัน" ให้ได้
มีความรู้สึกว่า...พอได้กำหนด "เวลาหมดอายุ" ให้ตัวเองแล้ว ...
จาก "เวลาธรรมดา" ที่เคยใช้ทิ้งๆขว้างๆในอดีต มันได้ถูกเปลี่ยนความรู้สึกให้มาเป็น "เวลาพิเศษ" ที่เราอยากใช้ให้คุ้มค่าที่สุดขึ้นมาเลยทีเดียว ...
ลองคิดกันเล่นๆดูสิครับ ...คิดไปคิดมาอาจจะพบว่า จริงๆแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดที่เราต้องทำเป็นลำดับแรกๆ ถ้าตัวเราเหลือเวลาอยู่แค่อีก 2 เดือนเหมือนคุณป้าแม่บ้านคนนั้น ...
...สิ่งสำคัญสิ่งนั้นคือ ?
posted on 08 Jan 2012 19:45 by suikoaslife in asLife
"สนุกกับการเรียนรู้ชีวิต เรียนรู้ทุกวัน เรียนรู้ตลอดเวลา"
ปีที่ผ่านมา มีเจ้านาย-เพื่อนร่วมงานให้ผมได้จดจำหลายคน ทั้งด้านดีที่อยากเอาเป็นแบบอย่าง และด้านร้ายที่ขอสัญญากับตัวเองว่าเราจะไม่เป็นอย่างนั้นแน่ๆ
หนึ่งในเจ้านายคนล่าสุดที่ทำให้ผมอยากยึดถือเป็นแบบอย่างในการทำงานและการใช้ชีวิต ก็คือผู้หญิงตัวเล็กๆแต่พลังใจใหญ่ๆคนนี้นี่แหละ
ก่อนได้เจอกัน ผมมีความรู้สึกต่อเธอในแง่ผู้หญิงที่ "ดูพยายาม" จะเป็นอะไรหลายๆอย่าง
ทั้งนักแสดง นักเขียน แม่ครัว คนทำหนังสือ ศิลปิน นักกายภาพบำบัด นักธรรมชาตินิยม นักวิปัสนา จนมาถึง "ฉันจะเป็นชาวนา" ที่เป็นที่ฮือฮาในปีที่แล้ว
การเป็นอะไรหลายๆอย่าง ทำให้สังคมมองเธอในมุมของความ "หยิบโหย่ง" และ "หาตัวตนไม่เจอ" ไม่ชัดเจน ไม่เอาไหน
ผมเองก็ยอมรับว่าเธอเป็นคนหนึ่งที่เคยมองเธอแบบนั้น แต่เป็นการมองด้วยความสงสัยใคร่รู้ ว่าเกิดอะไรกับชีวิตของผู้หญิงคนนี้
มองเพราะรู้สึกว่า บางที "เธอก็สะท้อนความหยิบโหย่งของตัวเอง" เหมือนกันนะ
อยากทำอะไรก็ทำ ความสนใจเปลี่ยนไปเรื่อย / ลองไปเรื่อย เรียนรู้ไปเรื่อย /เบื่อก็เปลี่ยน ก็เลิก
ซึ่งจุดนี้เอง ก็แอบเป็นปมด้อยเล็กๆของตัวเอง ที่ยังไม่มั่นคง ไม่ลงตัวสักที ว่าตกลงจะไปยืนตรงไหน มุมไหนกันแน่
ตอบตัวเองไม่ได้ว่าจะไปลงที่ตรงไหน...ทำไงได้ ความชอบมันมีหลายอย่างนี่..
พอได้มานั่งคุยกับเจ้านายคนนี้สักพัก นี้ก็เริ่มทำให้เห็นทางสว่างที่ปลายอุโมงค์ของตัวเองขึ้นมาทีละนิด...
"ลองไปเลยน้องเม้ง เราไม่มีทางรู้หรอกว่าชอบหรือไม่ชอบอะไรจนกว่าจะได้ลองมัน ...อย่าไปกลัว"
"พี่เป็นคนบ้าเลือด คิดอยากทำอะไรก็ทำเลย ลองคิดในแง่ดีและคิดเผื่อในแง่ร้ายว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง..."
"ถ้าตัดสินใจจะทำอะไรนะ...ต้องรับผิดชอบ...ตัดสินใจแล้วยอมรับมันให้ได้"
"ทำอะไรก็ทำให้สุด ให้สำเร็จ เหมือนพระเจ้าตากทุบหม้อข้าว ...ไม่ชอบย้อนกลับมาอีก เพราะสถานการณ์มันเปลี่ยนไป"
"เคยเป็นอะไรอย่างหนึ่ง ก็ไม่จำเป็นต้องเกาะสิ่งนั้นไว้..ถึงเวลาวาง ก็ต้องวางให้ได้"
"เกิดมาก็ตัวเปล่า ล่อนจ้อน ไม่ใช่เคยเป็นนางเอกแล้วบอกว่าฉันจะเป็นนางเอกไปจนตาย...คือมันไม่ใช่ของเราตั้งแต่ต้น จบแล้วก็วาง ไปทำอย่างอื่นต่อ"
"พี่ว่าชีวิตคนเรามีได้หลายด้าน และไม่จำเป็นต้องเลือกสิ่งใดสิ่งหนึ่งลงไปเด็ดขาด"
"...แต่เป็นอะไรอย่างหนึ่งโดยเด็ดขาดในเวลาที่ต้องเป็นมากกว่า"
ฟังไปเรื่อยๆแล้วรู้สึกใจเต้นแรง หัวใจพองโตยังไงก็ไม่รู้ ...ไม่คิดว่าจะมีใครมาตอบคำถามที่คาใจเรามาตลอด
ในความเหมือน ...ก็มีความแตกต่างกันอยู่บ้าง...ความแตกต่างนั้นเอง เป็นสิ่งที่ทำให้เราและเขาไปถึงความสำเร็จได้ต่างกัน
"ถึงจะชอบ จะสนุกในการเรียนรู้ ชอบท้าทายสิ่งใหม่ๆ ...ยิ่งทำอะไรที่คนอื่นเขาไม่ทำ ยิ่งต้องมีวินัยจัด"
"มีเป้าหมายชีวิตแล้ว สำคัญที่สุด คือ ต้องมีวินัย"
"ถึงบอกว่าอาชีพอิสระนะ...ยิ่งอิสระเท่าไหร่ยิ่งต้องมีวินัยมากเท่านั้น"
...อืม จริง ทำอะไรแล้ววินัยต่ำ ยังไงก็ไปไม่ถึงเป้าที่วางไว้อยู่ดี
ฟังจบแล้วก็ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงสามารถทนอยู่กับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆมาได้อย่างมีความสุข
เป็นเพราะเธอใช้ชีวิตอยู่กับ "ความต้องการของตัวเอง" แท้จริง ไม่ได้ใช้ชีวิต "บนคำพูดคนอื่น" มากเกินไป
การเผลอไปใช้ชีวิตบนคำพูดคนอื่นนี่ก็น่ากลัวอยู่เหมือนกันนะ เพราะหลายครั้งมันก็ทำให้เราลงจากหลังเสือยาก
เช่น แต่ก่อนเราอาจเคยได้รับโอกาสที่ใหญ่โต มีอำนาจ เงินทอง แต่พอวันหนึ่งเราเบื่อ เราอยากลงมาเดินบนพื้นดินแล้ว "คำพูดคนอื่น" ทั้งหลายแหล่มันจะคอยมาบั่นทอนเรา ขู่เราให้เราไม่กล้าลง
สำคัญ คือ สติรู้ตัวเองนี่แหละ ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่
ปลายปีที่ผ่านมา เจ้านายคนนี้เธอได้เลือกตัดสินใจอีกเรื่องสำคัญหนึ่งของชีวิต นั่นคือ "การแต่งงาน"
เป็นการแต่งงานที่เรียบๆเงียบๆ มีเพียงคนสนิท ผู้มีพระคุณของเธอเพียง 30 กว่าชีวิต ณ เรือนไม้เล็กๆ บ้านจิมทอมสัน
ถึงจะขาดแคลนบรรยากาศของการสรรเสริญ เยินยอ ยินคำยินดีปรีดาจากแขกเหรื่อเหมือนงานแต่งงานอื่นๆ
แต่งานก็เติมเต็มไปด้วยความต้องการของเจ้าบ่าวเจ้าสาวอย่างแท้จริง...โดยไม่ต้องอิงญาติผู้หลักผู้ใหญ่ หรืออิงพิธีการอะไรให้วุ่นวายหัวใจตัวเอง
มองแววตาเธอ ก็สัมผัสได้ว่าเธอไม่ได้เสแสร้งจะเรียบง่าย...หากแต่เธอเรียนรู้แล้วว่าคำสรรเสริญ เยินยอเหล่านั้น มันก็แค่ผ่านมา...แล้วก็ผ่านไป
เธอก้าวผ่านความหลงไหล ดีใจอะไรพวกนั้นไปแล้ว
...
ดีใจกับเธอด้วย ที่เธอได้มีงานแต่งงานเล็กๆสมอย่างที่เธอเคยพูดไว้ ...เธอพูดแล้วทำมันได้จริง
และยินดีที่เธอได้ค้นพบกับความต้องการของตัวเองอีกครั้ง มุ่งหน้าเรียนรู้ และลองผิดลองถูกกับมันไปเรื่อยๆ
อุ้ม สิริยากร พุกกะเวส ...อีกหนึ่งเจ้านายที่เป็นแรงบันดาลใจดีๆ ในปีที่ผ่านมาครับ...

posted on 26 Dec 2011 19:05 by suikoaslife in asLife
ถ้าไม่นับเทศกาลปีใหม่(ซึ่งเป็นเทศกาลที่คาบเกี่ยวกันแล้ว) เทศกาลคริสมาสต์นี่แหละเป็นเทศกาลที่ชอบที่สุดมาตั้งแต่สมัยเด็กๆแล้ว
ไม่ค่อยรู้ความหมายอะไรของเทศกาลนี้ลึกซึ้งเท่าไหร่หรอกนะ อย่างมากก็รู้แค่ว่าจะเป็นช่วงที่มีคุณลุงซานต้าตัวโตๆมาแจกของขวัญให้ในโรงเรียน ถ้าเราทำตัวเป็นเด็กดี ขยันเรียนและไม่ดื้อกับคุณครูและพ่อแม่
เช้าวันนั้น ก็จะมีขนม นม เนย ช็อกโกแล็ตจากคุณลุงซานต้ามาโปรยแจกให้หน้าเสาธงในช่วงเช้าก่อนเข้าเรียน ...
(โปรดนึกถึงเทศกาลโปรยทานหรือโปรยเหรียญตามงานวัดนั่นแหละ 555- ในวันนี้ ซานต้า 1 คน จะมีอำนาจเหนือเด็กน้อยเป็นร้อยชีวิต)
แค่ได้ไปวิ่งเล่นแย่งชิง แค่นี้ก็ทำให้ชีวิตตอนสมัยเด็กๆมีอะไรให้น่าตื่นตาตื่นใจหน่อยละ... แม้จะมารู้ภายหลังว่าคุณลุงซานต้า คือ คุณลุงภารโรงปลอมตัวมา - -
กระทั่งพอโตขึ้นมา ก็ยิ่งรู้สึกดีกับเทศกาลนี้อีกขึ้นเรื่อยๆ
เพราะในโลกของการเป็นผู้ใหญ่ เทศการคริสมาสต์นั้นมันไม่ได้หมายถึงการรอคอยของแจกจากซานต้าอีกต่อไป
ความรู้สึกของผม คริสมาสต์คือช่วงที่เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งรอยยิ้มและความสุข
ทั้งอากาศหนาวเย็นที่ทำให้รู้สึกสบายจนอยากชวนใครซักคนออกไปเดินเล่นข้างนอก
ทั้งแสง สี ต้นคริสมาสต์ต้นใหญ่ที่สวยงาม อลังการ และชวนฝันจนอยากเข้าไปถ่ายรูปเล่น
ทั้งเสียงเพลงจิงกาเบล-เมอรี่คริสมาสต์หลากหลายเวอร์ชั่นที่ขยันเปิดกันแล้วเปิดกันอีก
ทั้งร้านค้า ถนนหนทางที่ประดับตกแต่งด้วยไฟสวยๆงามๆ
ทั้งธรรมเนียมในการเตรียมตัวหาซื้อของขวัญมาจับสลากกับกลุ่มเพื่อนหรือเอาไปมอบให้คนพิเศษของเรา
ทั้งโอกาสในการชวนใครซักคนออกไปกินข้าว ดูหนัง ช๊อปปิ้งแล้วจบด้วยการออกไปเดินเล่นดูไฟกันสองต่อสอง (ท่ามกลางคนเป็นพันเป็นหมื่น)
จะเป็นช่วงที่หัวใจจะเต้นแรงเป็นพิเศษ :)
หรือถ้าไม่มีคนพิเศษ ก็จะได้เป็นช่วงที่จะได้ไปสนุกกับเพื่อนมากที่สุด
เป็นช่วงที่มองไปทางไหนก็เห็นอะไรที่มันเจริญตาเจริญใจ
ได้เห็นรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของคนรอบข้างๆ
ได้เห็นกลุ่มเพื่อนๆชวนกันมาถ่ายรูปกับต้นคริสมาสต์
ได้เห็นหนุ่มสาวจูงมือกันบนถนนหนทาง
ได้เห็นคนอวยพรสิ่งดีๆให้กัน พักเรื่องขัดแย้งกันไปช่วงหนึ่ง
ได้เห็นโปรโมชั่นลดราคาสินค้าฉลองปีใหม่แบบโหดๆ จนอยากควักเงินจ่ายเดี๋ยวนั้น
..เป็นอะไรที่เป็นมวลลรวมความสุขอย่างแท้จริง 5555
ผ่านมาหลายปี จนกระทั่งวันนี้ที่ได้ไปเดินเล่นตั้งแต่ช่วงเช้ายันค่ำ ... ก็ยังได้เห็นอย่างที่เคยเห็นหมดทุกภาพที่อยากเห็น
รู้สึกอิ่มดีจริงๆ
ใครมีเรื่องทุกข์ร้อน ไม่สบายอกสบายใจ ลองพักสมองแล้วออกไปเดินชมบรรยากาศแห่งความสุขกันให้ใจเย็นลงซักนิดก็เป็นทางเลือกที่ดีนะครับ
เขาว่า ความสุขนั้นแบ่งปันกันได้ การได้สัมผัสความสุขที่มันลอยอยู่รอบตัวเราแล้ว มันก็อาจจะทำให้เราดูดซับพลังแห่งความสุขนั้นมาไว้กับตัวเองแล้วช่วยให้เรารู้สึกดีขึ้นมาก็ได้นะครับ
...
วันนี้ เอาความสุขมาแบ่งปันให้ฟังเท่านี้ ...
สุขสันต์วันคริสมาสต์ 2012 มีความสุขสมหวังในการดำเนินชีวิตในปีต่อไปทุกคนนะครับ : )

Image by © Fred de Noyelle /Godong/Corbis © Corbis. All Rights Reserved.
posted on 23 Dec 2011 16:21 by suikoaslife in asLife
ไม่ได้ออกเดินสำรวจกรุงเทพฯมานาน วันนี้มีธุระแถวตลาดโบเบ๊เลยจัดทริปเดินสั้นๆซะหน่อย
-กระโดดขึ้นรถเมล์สาย 67 อย่างงงๆ เพราะจำได้ลางๆว่ามันผ่านไปแถวๆนั้น เลยถามกระเป๋ารถเมล์ว่าไปโบ๊เบ๊ลงตรงไหนที่ใกล้ที่สุด...เธอตอบอย่างหน้าตายว่า "ไม่รู้"
-ที่ไม่รู้เพราะเพิ่งย้ายมาทำงานได้เพียง 4 วันเท่านั้น ไม่รู้ทิศทางอะไรเลย...ก็เลยยืนจ้องหน้ากับกระเป๋าฯกันไปประมาน 10 วินาที คือ เอ่อ ก็ไม่รู้จะพูดอะไรต่อ เพราะแค่จะขอลงตรงไหนก็ได้ใกล้ๆเธอยังไม่รู้เลย ... ตอนนั้่นแอบกลัวโดนกระเป๋าด่าบนรถเมล์เหมือนกันนะ
-ประเด็นหลงทางแบบนี้ ไม่รอดพ้นหูทิพย์ของเพื่อนร่วมขบวนอย่างป้าๆลุงๆใจดีที่นั่งข้าง...พอรู้ว่าเราไม่รู้ทาง ก็จัดเต็มเส้นทางไปโบ๊โบ๊กันมาคนละสองสามเส้นทาง บรรยายกาศสุมหวักันเหมือนตอนเปียร์แชร์ชะมัด
-ฟังมาหลากหลายมาก จะให้ลงนั่น ต่อนี่ เดินนั่น อะไรก็ไม่รู้ - - ฟังไม่รู้เรื่องเพราะนึกถนนไม่ออก แต่พอจับใจความได้ว่าให้ลงหน้าโรงพยาบาลรามาฯแล้วต่อสามล้อไป ไม่เกิน 30 บาทหรอก...อ่อ ขอบคุณนะครับป้า แต่ถ้าไม่ไกลมาก ผมอยากเดินเล่นมากกว่า
-แม้จะไม่ได้รับข้อมูลการเดินทางที่แน่นอน ว่าตกลงแล้วมันควรไปต่อรถยังไง แต่ที่ได้รับรู้ได้เต็มๆ คือ น้ำใจของเพื่อนร่วมรถเมล์รุ่นคุณลุงคุณป้าที่มักจะเต็มใจช่วยเหลือเสมอยังมี่อยู่ ...แม้ความจริงแล้วข้อมูลที่ให้มา อาจจะทำผมหลงทางก็ตาม...รับรู้ได้ถึงน้ำจิตน้ำใจนะครับ
-กระโดดลงตรงหน้ารามาฯ แล้วตัดสินใจว่า เอาละ เดินก็เดิน เพราะดูจากแผนที่แล้วมันน่าจะไม่ไกลหรอกน่า...แค่ 1-2 บล็อกถนนเอง
-แอบดีใจอยู่อย่างหนึ่งที่ตัดสินใจเดินลงดีกว่านั่งรถ...เพราะเอาเข้าจริงแล้ว เราเดินแซงรถเมล์และรถยนต์ที่ติดอยู่บนถนนในช่วงเย็นไปได้หลายสิบคัน
-เดินผ่านแยกอุรุพงษ์ ก็เลยทำให้รู้ว่านี่หรือคือแยกอุรุพงษ์ ที่มักได้ยินในรายงานสภาพการจราจรคลื่น จส.100 ...ซึ่งเป็นอีกแยกหนึ่งที่ติดมากๆ
-ระหว่างเดินไปบนถนน เจอคนจรจัดไร้บ้านหลายคน...และพื้นที่เก็บกองขยะรีไซเคิลใต้ทางด่วนอีกหลายจุด... นึกไปนึกมา อืมม นี่เราเดินเข้ามาในหมู่บ้านของพวกเขานี้หน่า
-เดินต่อมาอีกหน่อย ถึงแยกตัดถนนพระรามหนึ่ง...ถัดไปทางซ้ายมือประมาน 1 กิโลเมตร์ สามารถเลี้ยวไปสู่สยามแสควร์และสยามพารากอน ศูนย์รวมไข่แดงของคนกรุงเทพฯได้ ...เป็นหนึ่งกิโลเมตรที่ได้แบ่งกลุ่มคนที่มีวิถีชีวิตแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงออกจากกัน
-ได้เห็นตลาดใต้สะพานข้ามคลองกรุงเกษม ซึ่งสามารถค้าขายอาหารการกินกันได้อย่างไม่แคร์ควันเสียรถยนต์จากถนนข้างๆ ....
-ปลาทูทอดที่วางขายกันที่นี่ก็ไม่ใช่แค่ปลาทูทอดธรรมดา เพราะความพิเศษ คือ ต้องผ่านกรรมวิธีแดดเดียว(จากการวางเปิดอ้าท้าแดดจัด)และกรรมวิธีรมควันจากฝุ่นคาร์บอน (จากไอเสียต่างๆ)...ซึ่งท่าทางจะเป็นสูตรที่อร่อยทีเดียว เพราะคนต่อคิวรอซื้อเยอะมากกกก
-ผัก ผลไม้ แกงหม้อ เป็ดพะโล้ หมูปิ้ง อะไรต่อมิอะไรก็ถูกเปิดอ้าให้รมด้วยควันคาร์บอนจากรถที่กำลัติดได้ที่กันทุกเมนู ... แอบอยากลองชิมหน่อยซิ ว่ามันอร่อยกว่าแบบธรรมดาไหม
-เดินอีกหน่อย เลี้ยวขวาก็ถึงโบเบ๊ ...สังเกตได้จากกองทัพเวสบ้าขบวนใหญ่ที่วิ่งเข้าๆออกๆจนนับไม่ทน
-พอเข้าสู่โบ๊เบ๊แล้วก็เหมือนเข้าสู่เมืองแห่งการช๊อปปิ้งเสื้อผ้าที่ใหญ่ที่สุดอีกแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ...อยากบอกว่าราคามันถูกมากแสนมาก...โดยไม่ต้องพึ่งโครงการโบเบ๊มิดไนท์เซลล์แบบพารากอน ที่พอไปถึงจริงๆแล้วลดอยู่ 2 เค้าเตอร์ ให้เสียเวลาไปเล่นๆ ...อันนี้ลดจริงไรจิงอ๊ะ!
-เนื้อผ้าและลายผ้าอาจจะดูไม่ถูกตาหรือถูกใจไปหน่อย...เพราะอาจะไม่คุ้นกับลายทำนองนี้ แต่เหมือนตาดีได้ตาร้ายเสีย ลายบางตัวแทบไม่ต่างจากที่แขวนในห้าง... เชื่อมั้ยว่าแค่ตัดโลโก้ว่าผลิตจากจีนออกไปหน่อยก็ดูดี(ในความรู้สึก)ขึ้นไปเยอะละนะจ๊ะ
-เกิดเป็นลูกสาวลูกชายของเถ้าแก่คนจีนที่นี่ก็ถือว่าโชคดีดีเหมือนกันนะ...ได้โอกาสเรียนโรงเรียนแพงๆอย่างมาร์แตร เซนโยฯ เพราะพ่อแม่ทำค้าขาย รวยมากกกกก แถมตกเย็นป๊าม๊าให้คนงานไปรับ กลับมานั่งเล่นเกมกดกับกินของอร่อยๆหน้าร้าน รอกลับบ้านอีก
-ในขณะเดียวกันลูกสาวลูกชายแสนห้าวของผู้ใช้แรงงานก็มักต้องเดินกอดคอกลับบ้านกับเพื่อนซี้บ้านใกล้ๆกัน...เพราะพ่อแม่ไม่ว่างไปรับ เนื่องจากเป็นเวลาเก็บร้าน และบ้างก็ต้องไปเริ่มตั้งร้านใหม่ขายที่ตลาดมืดใกล้ๆ
-ยืนฟังคำพูดของเด็กแถวๆนี้...ทำให้รู้สึกว่าเป็นเด็กที่แกร่งกร้าวเกินเด็กในแบบอื่นจริงๆ ...มีคนเดินตัดหน้าหน่อยโดนด่าซะเปิง .... ไม่รู้ว่ารู้จักกันมาก่อนรึเปล่า
-แวะทำธุระกับเถ้าแก่จนเสร็จเรียบร้อย เหลือเวลาว่าง เลยเดินทัวร์ตลาดซะหน่อย
-พบว่าที่นี่เป็นแหล่งจ้างงานของคนใช้แรงงานแหล่งใหญ่อีกแห่งหนึ่ง...ให้ประเมินคร่าวๆ คิดว่ามีร้านในโบ๊เบ๊ไม่ต่ำกว่าหนึ่งพันร้านค้า ทั้งเขตขายเสื้อผ้าและอาหาร ...รวมคนงานแต่ละร้านน่าจะหลายพันคนอยู่
-อยากหาข้อมูลเรื่องคนใช้แรงงานใกล้ๆในกรุงเทพฯ...ก็มาโบ๊เบ๊ได้เลย นั่งดูตั้งแต่เช้ามืดยันหกโมงเย็นรับรองว่าครบถ้วนไลฟสไตล์คนใช้แรงงาน
-ตั้งแต่เรื่องกิน ...ที่กินกันง่ายๆ ข้างแกงถุงละสิบ อาหารตามสั่งกินง่ายๆ แบบม้วนเดียวจบ ไม่เน้นของสดของคาวที่ต้องเอาไปทำกินเองให้เสียเวลานอน
-ขนมขวานเก๋ๆเท่ห์หรือกินแล้วเปลือเงิน อย่างโตเกียว โรตี ขนมเบื้อง ทับทิมกรอบ น้ำแข็งใส พวกนี้อย่ามาหลอกเอาเงินให้ยาก...ที่นี่ไม่นิยม นะจ๊ะ
-ต้องไข่สมุนไพร ไก่ย่าง ตูดไก่ย่าง ตับย่าง ไส้ปิ้ง ปลาหมึกย่างสีเหลืองส้ม ลูกชิ้นเนื้อวัวน้ำจิ้มแซ่บ...อะไร ทำนองนี่เนี่ยสิ...อิ่มแน่นอน
-จนถึงเรื่องเสื้อผ้า...ที่ราคาไม่มีเกิน 199 ...เน้น 59 79 ให้ซื้อง่ายขายคล่องเข้าไว้...สีและลาย ก็ตามแต่รสนิชมชมชอบกันเลย...
-และบ้านอาศัยให้นอนหนุนหัว...ก็นอนกันง่ายๆในเพิงใต้ทางด่วน แฟลตในชุมชน หรืออะไรประมานนี้แหละ
-สงสัยเหมือนกันว่ากินอยู่กันได้ยังไง คือ ส่วนตัวแล้วรู้สึกว่าความสะอาดขของอาหารการกินและความสุนทรีย์ในการใช้ชีวิตมันไม่ได้มาตรฐานในความคิดเราเท่าไหร่ ...แค่มีกินครบ 3 มือ มีที่ซุกหัวนอนเล็กๆ ก็พอเพียงแล้วใช่ไหม
-ช่วงหัวค่ำ ถนนเส้นนี้ก็รถติดมากไม้แพ้ถนนสายหลักเส้นอื่นๆ จนขนาดกระเป๋ารถเมล์สามารถวิ่งลงไปซื้อลูกชิ้นปิ้งขึ้นมากินกันกับคนขับได้...ไม่แคร์ผู้โดยสารที่กำลังหิวตาลายบนรถ
-เป็นถนนที่เดินแล้วได้เห็นอะไรหลากหลายดี ...
...เหมือนจะมองเห็นความสัมพันธ์ที่ผูกเกี่ยวกันอยู่อย่างหลวมๆ เถ้าเจ้าของร้านที่มีกิจการใหญ่โต ลูกค้าต่างถิ่นที่แวะเวียนกันมาสั่งของที่ต้องการ กับคนใช้แรงงานที่อาสาทำงานแลกเงินเลี้ยงชีพ
ไม่มีประเด็นแบบชัดๆมาเล่านะเรื่องนี้ ... แค่รู้สึกอยากเล่าว่า วันนี้ไปเจอภาพอะไรมาบ้างแค่นี้แหละ : )