คุณคิดว่า ... ถ้าคุณได้มีโอกาสเป็นเจ้านาย คุณจะเป็นเจ้านายที่ดีได้หรือไม่?
posted on 15 May 2012 16:14 by suikoaslife in asLife directory Knowledge, Diary, Ideaคุณคิดว่า ... คุณเติบโตพอสำหรับตำแหน่ง “เจ้านาย” แล้วหรือยัง ?
คุณคิดว่า ... ถ้าคุณได้มีโอกาสเป็นเจ้านาย คุณจะเป็นเจ้านายที่ดีได้หรือไม่?
นั่นสิ? นี่คืออีกหนึ่งคำถามที่ผมเคยถามกับตัวเองมาเป็นระยะๆ ว่า เด็กจบใหม่เราต้องใช้ระยะเวลาเก็บประสบการณ์ทำงานไปนานเท่าไหร่ถึงจะสามารถก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งหัวหน้างานได้อย่างเหมาะสม
ลองมาฟังประสบการณ์ของพี่ เอ เด็กหนุ่มจบ(เกือบ)ใหม่ ไฟ(เกือบ)แรง เจ้านายมือใหม่ในวัย 26 ปีหมาดๆ คนนี้กันดูมั้ยครับ?
ไม่รู้ว่าช้าหรือเร็วเกินไปสำหรับเด็กหนุ่มจบ(เกือบ)ใหม่ไฟแรงที่เก็บสะสมประสบการณ์การทำงานมาได้สักระยะหนึ่ง สำหรับการได้รับมอบหมายให้สวมหัวโขน “เจ้านาย” ซึ่งมี “ลูกน้อง” สายครีเอทีฟที่ต้องดูแลอยู่สี่ห้าชีวิต
จะว่าไปแล้ว นี่คือภารกิจที่ได้รับมอบหมายให้เป็น “เจ้านาย” อย่างจริงจังครั้งแรก แบบมีลูกน้องที่สามารถออกคำสั่งได้ แน่นอนเป็นใครใครก็ตื่นเต้นใช่ใหม่ครับ แต่อีกด้านหนึ่งของความตื่นเต้นก็คือความท้าทายที่ใครหลายๆ คนก็ยากจะลองดูสักครั้ง ... แม้ว่าอาจจะไม่แน่ใจว่าจะทำได้ดีหรือเปล่า
แน่นอนว่า การลอง “ของใหม่” ... ยังไงก็ย่อมมี “ปัญหา” ที่เอาไม่อยู่
พี่เอ ลูกน้องห้าชีวิต และระยะเวลากว่าสามเดือนใน “การลองผิดลองถูก” กับการประคับประคองพาลูกน้องทั้ง 5 ชีวิตไปสู่เป้าหมายที่ได้รับมอบหมายมา ... อาจมั่นใจในประสบการณ์ทำงานในระดับหนึ่ง แต่อย่าลืมว่าประสบการณ์ “การปกครอง” อาจจะต้องมาเริ่มต้นจากศูนย์ ... และดูเหมือนอย่างที่คิดไว้เพราะปัญหาใหญ่ที่ทำเข้าหนักอกหนักใจจริงๆ นั้นไม่ใช่เรื่องงาน ... แต่เป็นเรื่อง “คน” ต่างหาก ...
“...เหนื่อย ไม่รู้ทำไง งานเยอะ กดดัน เรื่องงานไม่เท่าไหร่ แต่เรื่องคนเนี่ยสิ คนตั้งใจก็มี แต่คนไม่ตั้งใจก็แบบ ต้องรอคนอื่นมาช่วยทำ คือ เราไม่มายนะที่จะช่วยกันทำ แต่แบบพอมีคนไม่ตั้งใจแล้วรอให้คนอื่นมาช่วยมันไม่ค่อยแฟร์ไง...” เขาพูดถึงการบริหารจัดการลูกน้องในสังกัด
“...พี่ไงจุกจิก พี่ว่าพี่ไม่ไว้ใจเวลาเห็นน้องทำงาน แต่นี่เริ่มดีขึ้นนะ แรกๆ นี่แบบ เห็นแล้วแบบทำไงดีวะ ผิดพลาดเยอะมาก”
“...ก็เป็นห่วงสิ บางทีที่ถามแล้วถามอีกเพราะเป็นห่วงว่าจะไม่เสร็จ แต่เค้าคงคิดว่าเราดุ...”
“...โตๆกันแล้วจะให้มาดุมาสอนก็ใช่เรื่องไง เดี๋ยวจะเรียกมาคุยละ...แค่คิดว่าจะพูดยังไงกับเค้าดี ที่ไม่ทำให้เสียความรู้สึก”
“...พี่จะเล่นสงครามเย็น ถ้ามันจำเป็นจริงๆ ...”
นี่คือบทสนาสั้นๆ ระหว่างการสนทนาซึ่งแสดงถึงความพยายามที่จะควบคุมลูกน้องในสังกัดให้ทำงานต่อไปได้อย่างราบรื่น
เอาเข้าจริงแล้วผมแอบจิตตกอยู่หน่อย เวลาได้เห็นอารมณ์ดาร์คๆ ของเพื่อนร่วมงานที่รู้สึกว่าเขาเป็นคนใจดีมาตลอด แล้วกลับต้องมาสวมบทโหดกับลูกน้องในเวลาที่ควบคุมสถานการณ์ไม่ได้(แบบที่ไม่เต็มใจทำนัก) .... เพราะไม่แน่ใจว่าถึงคราวตัวเองต้องสวมบทนั้นบ้าง แล้วตัวเองจะเป็นเหมือนเขาหรือเปล่า
มีความรู้สึกว่า เจ้านายที่ต้องขึ้นมากุมบังเหียนคุมลูกน้องตั้งแต่หลักหน่วย หลักสิบ ยันหลักร้อยขึ้นไปมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย และไม่ใช่ใครทุกคนที่ทำได้ในทันทีทันใดแม้จะมีประสบการณ์ทำงานมาอย่างยาวนานหรือแม้จะได้รับดีกรีเกียรตินิยมเหรียญทองออกจากรั้วมหาลัยอันดับไหนมาการันตีก็ตาม เพราะการเป็นเจ้านายที่ดีมันมีรายละเอียดทั้งเรื่องงานและเรื่องคนที่ซับซ้อน ... ที่อาจะต้องมาเริ่มต้นเรียนรู้ใหม่หมด
ผมเคยคิดว่า ถ้าเติบโตขึ้นไปได้มีโอกาสเป็นเจ้าคนนายคน จะพยายามใจดี คุยกันด้วยเหตุผล และไม่ใช่เทคนิคการกดดันแบบไร้สาระที่รังจะทำให้ขวัญกำลังใจของคนทำงานลดน้อยถอยลงไป เหมือนที่เคยได้ประสพพบเจอมา .... แต่การแลกเปลี่ยนในวันนี้ก็ทำให้แอบมาคิดได้อีกมุมหนึ่งว่า บางทีความใจดีอาจไม่ใช่วิธีที่ได้ผลนักในการเป็นเจ้านายที่มีประสิทธิภาพ ... เมื่อถึงเวลานั้น ...ความโหดเหี้ยมทั้งต่อหน้าและลับหลังอาจเป็นสิ่งที่สมควรหยิบมากระทำ(บ้าง) เพื่อทำให้ผลผลิตของงานก้าวเดินต่อไป ... แม้ว่าจะต้องถูกประณามลับหลังถึงความไร้ปรานีไม่มีเยี่อใยของเพื่อนมนุษย์ที่อยู่ใต้อำนาจของตัวเองก็ตาม ...
การสนทนาวันนี้ที่ทำให้นึกถึงเจ้านายมือเก่ามือใหม่ที่ผ่านมาของตัวเอง ที่เคยใช้พวกเราเป็นที่เรียนรู้ด้วยการพยายามประคับประคองลูกน้องของตัวเองให้ไปตลอดรอดฝั่งตามเป้าหมายที่ได้รับมา ทั้งใช้วิธีการป้อนขนมหวานบ้าง ป้อนขวดนมอุ่นๆ อาบยาพิษบ้าง หรือ การเฆี่ยนหวายให้หลังลายกันโต้งๆ กลางศาลาเป็นตัวอย่าง... จนลูกน้องหนีกระเจิงบ้าง อึดทนรอดกันมาได้บ้าง ... จนได้เรียนรู้ว่าการเป็นเจ้านายที่ดีมันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายดายแค่การมานั่งชี้นิ้วสั่งงานเท่านั้น...มันอาจะจ้องรับภาระและความกดดันอื่นๆ อีกหลายอย่างที่คนเป็นลูกน้องอย่างเราๆ ไม่เคยได้รับรู้
อย่างน้อยก็ทำให้รู้ว่าการได้เจอเจ้านายที่ดี ที่สามารถประคับประคองเราไปตลอดรอดฝั่งได้อย่างสบาย แจกจ่ายงานได้ทั่วถึง ทัดเทียม ไม่เร่งรัดกดดัน หรือปล่อยปะจนเกินงามไป เพื่อให้เราทำงานได้อย่างสบายอกสบายใจนั้น ... นั้นเป็นเจ้านายที่เราควรหวงแหนเอาไว้ ไม่น้อยหน้ากว่าการได้เจองานที่เราชอบหรือเพื่อนร่วมงานที่เรารัก ... เสียด้วยซ้ำ
แล้วสำหรับ First Jobber ตอนปลายวัยยี่สิบกลางๆ อย่างคุณละ คุณ “พร้อม” ที่ก้าวขึ้นจะเป็น “เจ้านายที่ดีและมีประสิทธิภาพ” แล้วหรือยัง?
Image by © Liam Norris/cultura/Corbis © Corbis. All Rights Reserved.
คุณคิดว่า ... ถ้าคุณได้มีโอกาสเป็นเจ้านาย คุณจะเป็นเจ้านายที่ดีได้หรือไม่?
นั่นสิ? นี่คืออีกหนึ่งคำถามที่ผมเคยถามกับตัวเองมาเป็นระยะๆ ว่า เด็กจบใหม่เราต้องใช้ระยะเวลาเก็บประสบการณ์ทำงานไปนานเท่าไหร่ถึงจะสามารถก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งหัวหน้างานได้อย่างเหมาะสม
ลองมาฟังประสบการณ์ของพี่ เอ เด็กหนุ่มจบ(เกือบ)ใหม่ ไฟ(เกือบ)แรง เจ้านายมือใหม่ในวัย 26 ปีหมาดๆ คนนี้กันดูมั้ยครับ?
ไม่รู้ว่าช้าหรือเร็วเกินไปสำหรับเด็กหนุ่มจบ(เกือบ)ใหม่ไฟแรงที่เก็บสะสมประสบการณ์การทำงานมาได้สักระยะหนึ่ง สำหรับการได้รับมอบหมายให้สวมหัวโขน “เจ้านาย” ซึ่งมี “ลูกน้อง” สายครีเอทีฟที่ต้องดูแลอยู่สี่ห้าชีวิต
จะว่าไปแล้ว นี่คือภารกิจที่ได้รับมอบหมายให้เป็น “เจ้านาย” อย่างจริงจังครั้งแรก แบบมีลูกน้องที่สามารถออกคำสั่งได้ แน่นอนเป็นใครใครก็ตื่นเต้นใช่ใหม่ครับ แต่อีกด้านหนึ่งของความตื่นเต้นก็คือความท้าทายที่ใครหลายๆ คนก็ยากจะลองดูสักครั้ง ... แม้ว่าอาจจะไม่แน่ใจว่าจะทำได้ดีหรือเปล่า
แน่นอนว่า การลอง “ของใหม่” ... ยังไงก็ย่อมมี “ปัญหา” ที่เอาไม่อยู่
พี่เอ ลูกน้องห้าชีวิต และระยะเวลากว่าสามเดือนใน “การลองผิดลองถูก” กับการประคับประคองพาลูกน้องทั้ง 5 ชีวิตไปสู่เป้าหมายที่ได้รับมอบหมายมา ... อาจมั่นใจในประสบการณ์ทำงานในระดับหนึ่ง แต่อย่าลืมว่าประสบการณ์ “การปกครอง” อาจจะต้องมาเริ่มต้นจากศูนย์ ... และดูเหมือนอย่างที่คิดไว้เพราะปัญหาใหญ่ที่ทำเข้าหนักอกหนักใจจริงๆ นั้นไม่ใช่เรื่องงาน ... แต่เป็นเรื่อง “คน” ต่างหาก ...
“...เหนื่อย ไม่รู้ทำไง งานเยอะ กดดัน เรื่องงานไม่เท่าไหร่ แต่เรื่องคนเนี่ยสิ คนตั้งใจก็มี แต่คนไม่ตั้งใจก็แบบ ต้องรอคนอื่นมาช่วยทำ คือ เราไม่มายนะที่จะช่วยกันทำ แต่แบบพอมีคนไม่ตั้งใจแล้วรอให้คนอื่นมาช่วยมันไม่ค่อยแฟร์ไง...” เขาพูดถึงการบริหารจัดการลูกน้องในสังกัด
“...พี่ไงจุกจิก พี่ว่าพี่ไม่ไว้ใจเวลาเห็นน้องทำงาน แต่นี่เริ่มดีขึ้นนะ แรกๆ นี่แบบ เห็นแล้วแบบทำไงดีวะ ผิดพลาดเยอะมาก”
“...ก็เป็นห่วงสิ บางทีที่ถามแล้วถามอีกเพราะเป็นห่วงว่าจะไม่เสร็จ แต่เค้าคงคิดว่าเราดุ...”
“...โตๆกันแล้วจะให้มาดุมาสอนก็ใช่เรื่องไง เดี๋ยวจะเรียกมาคุยละ...แค่คิดว่าจะพูดยังไงกับเค้าดี ที่ไม่ทำให้เสียความรู้สึก”
“...พี่จะเล่นสงครามเย็น ถ้ามันจำเป็นจริงๆ ...”
นี่คือบทสนาสั้นๆ ระหว่างการสนทนาซึ่งแสดงถึงความพยายามที่จะควบคุมลูกน้องในสังกัดให้ทำงานต่อไปได้อย่างราบรื่น
เอาเข้าจริงแล้วผมแอบจิตตกอยู่หน่อย เวลาได้เห็นอารมณ์ดาร์คๆ ของเพื่อนร่วมงานที่รู้สึกว่าเขาเป็นคนใจดีมาตลอด แล้วกลับต้องมาสวมบทโหดกับลูกน้องในเวลาที่ควบคุมสถานการณ์ไม่ได้(แบบที่ไม่เต็มใจทำนัก) .... เพราะไม่แน่ใจว่าถึงคราวตัวเองต้องสวมบทนั้นบ้าง แล้วตัวเองจะเป็นเหมือนเขาหรือเปล่า
มีความรู้สึกว่า เจ้านายที่ต้องขึ้นมากุมบังเหียนคุมลูกน้องตั้งแต่หลักหน่วย หลักสิบ ยันหลักร้อยขึ้นไปมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย และไม่ใช่ใครทุกคนที่ทำได้ในทันทีทันใดแม้จะมีประสบการณ์ทำงานมาอย่างยาวนานหรือแม้จะได้รับดีกรีเกียรตินิยมเหรียญทองออกจากรั้วมหาลัยอันดับไหนมาการันตีก็ตาม เพราะการเป็นเจ้านายที่ดีมันมีรายละเอียดทั้งเรื่องงานและเรื่องคนที่ซับซ้อน ... ที่อาจะต้องมาเริ่มต้นเรียนรู้ใหม่หมด
ผมเคยคิดว่า ถ้าเติบโตขึ้นไปได้มีโอกาสเป็นเจ้าคนนายคน จะพยายามใจดี คุยกันด้วยเหตุผล และไม่ใช่เทคนิคการกดดันแบบไร้สาระที่รังจะทำให้ขวัญกำลังใจของคนทำงานลดน้อยถอยลงไป เหมือนที่เคยได้ประสพพบเจอมา .... แต่การแลกเปลี่ยนในวันนี้ก็ทำให้แอบมาคิดได้อีกมุมหนึ่งว่า บางทีความใจดีอาจไม่ใช่วิธีที่ได้ผลนักในการเป็นเจ้านายที่มีประสิทธิภาพ ... เมื่อถึงเวลานั้น ...ความโหดเหี้ยมทั้งต่อหน้าและลับหลังอาจเป็นสิ่งที่สมควรหยิบมากระทำ(บ้าง) เพื่อทำให้ผลผลิตของงานก้าวเดินต่อไป ... แม้ว่าจะต้องถูกประณามลับหลังถึงความไร้ปรานีไม่มีเยี่อใยของเพื่อนมนุษย์ที่อยู่ใต้อำนาจของตัวเองก็ตาม ...
การสนทนาวันนี้ที่ทำให้นึกถึงเจ้านายมือเก่ามือใหม่ที่ผ่านมาของตัวเอง ที่เคยใช้พวกเราเป็นที่เรียนรู้ด้วยการพยายามประคับประคองลูกน้องของตัวเองให้ไปตลอดรอดฝั่งตามเป้าหมายที่ได้รับมา ทั้งใช้วิธีการป้อนขนมหวานบ้าง ป้อนขวดนมอุ่นๆ อาบยาพิษบ้าง หรือ การเฆี่ยนหวายให้หลังลายกันโต้งๆ กลางศาลาเป็นตัวอย่าง... จนลูกน้องหนีกระเจิงบ้าง อึดทนรอดกันมาได้บ้าง ... จนได้เรียนรู้ว่าการเป็นเจ้านายที่ดีมันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายดายแค่การมานั่งชี้นิ้วสั่งงานเท่านั้น...มันอาจะจ้องรับภาระและความกดดันอื่นๆ อีกหลายอย่างที่คนเป็นลูกน้องอย่างเราๆ ไม่เคยได้รับรู้
อย่างน้อยก็ทำให้รู้ว่าการได้เจอเจ้านายที่ดี ที่สามารถประคับประคองเราไปตลอดรอดฝั่งได้อย่างสบาย แจกจ่ายงานได้ทั่วถึง ทัดเทียม ไม่เร่งรัดกดดัน หรือปล่อยปะจนเกินงามไป เพื่อให้เราทำงานได้อย่างสบายอกสบายใจนั้น ... นั้นเป็นเจ้านายที่เราควรหวงแหนเอาไว้ ไม่น้อยหน้ากว่าการได้เจองานที่เราชอบหรือเพื่อนร่วมงานที่เรารัก ... เสียด้วยซ้ำ
แล้วสำหรับ First Jobber ตอนปลายวัยยี่สิบกลางๆ อย่างคุณละ คุณ “พร้อม” ที่ก้าวขึ้นจะเป็น “เจ้านายที่ดีและมีประสิทธิภาพ” แล้วหรือยัง?
Image by © Liam Norris/cultura/Corbis © Corbis. All Rights Reserved.
Tags: first, jobber, จิตวิทยา, ประสบการณ์, ลูกน้อง, เจ้านาย1 Comments


