หนีตาม...เขาค้อ เพราะท้อรัก (1)
posted on 17 Nov 2009 23:51 by suikoaslife in asArtสองอาทิตย์ก่อนผมเดินผ่านร้านเช่าวีดิโอแถวบ้าน บังเอิญเห็นโปสเตอร์หนังเรื่อง หนีตาม...กาลิเลโอถูกแปะอยู่ที่กระจกหน้าร้าน พอเห็นปุ๊บมันทำให้รู้สึกอยากไปเช่าหนังเรื่องนี้มาดูอีกครั้งนึง เหตุที่อยากดูซ้ำไม่ใช่เพราะว่าผมประทับใจหนังเรื่องนี้หรอกนะครับ ที่จริงคือแค่รู้สึกคิดถึงเพื่อนคนนึงขึ้นมาเท่านั้น โปสเตอร์หนหนังเรื่องนี้ทำให้ผมคิดถึงเมื่อครั้งเคยไปหนีตาม...ด้วยกัน แต่ไม่ใช่หนีตามกาลิเลโอที่ลอนดอน หรือปารีสแบบสองสาวต่าย-เต้ยนะครับ อันนั้นผมคือว่า มันโลโซเกินไป 555 ... อย่างผมต้องนี่เลยครับ หนีตาม................. เขาค้อ เพชรบูรณ์ ประเทศไทย เห็นมั้ยๆ ไฮโซกว่าเห็นๆ 5555
เคยรู้สึกมั้ยครับ? ที่อยู่ดีๆตัวเราก็รู้สึกเบื่อๆเซ็งๆกับทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัว แม่ว่าจะเป็น เบื่อพ่อแม่ เบื่อบ้าน เบื่อเพื่อนร่วมงาน เบื่อขาโต๊ะ สีเก้าอี้ ราวบันได หรือขอบประตูรั้วบ้าน ทั้งที่มันไม่ได้ทำอะไรให้เราเลยซักนิด หรือบางครั้งก็เกิดอารมณ์แปรปรวน ฟุ้งซ่าน เฉื่อยชา ไฮเปอร์ สารพัดอาการพร้อมๆกันแบบไม่มีสาเหตุ (ไม่ได้อยู่ในช่วงมีเมนส์นะครับ 55) อาการเหล่านี้มันก็ทำให้ตัวผมรู้สึกแย่ๆไปในระยะหนึ่ง (ไปปรึกษารุ่นพี่ที่เป็นกูรูด้านความรัก เค้าบอกว่ามันเป็นอาการของคนอกหัก รักไม่สมหวัง ความหวังพลังทลาย คล้ายๆจะจีบไม่ติด อะไรทำนองนี้ ... เออเนอะ ผมว่ามันก็มีส่วนอยู่บ้าง 555) ทีนี้พอไอ้อาการที่ว่ามา มันมีมากๆเข้า มันก็เลยรู้สึกว่า เราไม่อยากจะอยู่ที่นี่แล้วละ “มันต้องหนีตาม” อะไรไปซักอย่างซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าอะไรเหมือนกัน แต่อยากไปให้มันพ้นๆไกลๆจากที่เดิมๆ ... พอคิดได้ปุ๊บก็ใจร้อนอยากหนี ก็เลยคิดว่า เอาไงดี ไปพรุ่งนี้เลยดีมั้ย ??? แต่การหนีครั้งนี้ไม่อยากหนีไปเพียงคนเดียว เพราะตอนนี้สภาพจิตใจไม่ค่อยแข็งแรง เพราะฉะนั้นเลยคิดว่าจะลองชวนเพื่อนคนไหนไปด้วยดีกว่า เพราะออกเดินทางแล้วอยู่ๆเกิดจิตตก เศร้าตายระหว่างทางจะได้มีคนช่วยแบกศพกลับมาให้ที่บ้านทำพิธีกรรมทางศาสนาได้ ฮ่าๆ
ว่าแล้วก็เริ่มหาทางออกให้กับตัวเอง ...เหลือบดูนาฬิกา ตอนนั้นเวลาเกือบเที่ยงคืน โอย ป่านนี้ชาวบ้านชาวช่องเค้าหลับกันหมดแล้ว จะโทรชวนใครได้ล่ะ ลองเปิดรายชื่อเพื่อนเอ็มเอสเอ็นขึ้นมา ...เออ ยังดีที่วันนี้ยังมีคนออนไลน์อยู่บ้าง ว่าแล้วก็ไล่ดูรายชื่อเพื่อนที่ดูจะมีเคมีเข้ากันได้ดีที่สุด ที่ไม่ใช่ไปแล้วเตะกันลงกลางทาง ...ก็เลยไล่ถามเพื่อนทีละคนว่ามีใครอยากหนีไปเที่ยวไกลๆบ้างมั้ย? แต่ยังไม่รู้ว่าจะไปไหนนะเพราะยังคิดไม่ออก ....เพื่อนหลายคนที่ฟังก็งงเล็กน้อย 555+ (แน่ละ จะไปไหนยังไม่รู้เลย) ถามไปถามมาก็ได้เพื่อนในลิสมาคนนึงที่สนใจ ซึ่งบังเอิญมากๆเพราะเค้าก็อยากไปไกลๆแต่ก็ไม่รู้ว่าจะไปไหนเหมือนกัน 5555 (เออ มันบ้าทั้งคู่) พอได้คู่แล้ว ก็เลยช่วยกันนั่งเปิดกูเกิ้ลหาสถานที่ไปกัน ... ลองคุยกันดูผมเบื่อทะเล เค้าอยากไปภูเขา ผมอยากไปไกลๆ เค้าอยากไปไกลๆ(แต่ไม่มาก) ผมอยากไปธรรมชาติ เค้าไปได้ทุกทีแต่ขอที่สวยๆ ....พอประมวลจากสถานที่หลายแห่งที่มีคุณสมบัติเหมาะสมมา สุดท้ายจึงสรุปได้ว่า ... พวกเราไปหนีตามเส้นทางสู่เขาค้อ เพชรบูรณ์กันเถอะ
เริ่มต้น เราวางแผนเส้นทางจากกรุงเทพฯสู่เขาค้อกันอย่างหลวมๆ แบบไม่ได้กำหนดเวลาตายตัวที่แน่นอน เพราะใจจริงคืออยากหนีไปไหนก็ได้ไกลๆที่ไม่ใช่กรุงเทพ(และไม่ใช่รอบๆกรุงเทพฯอย่างพัทยา ระยอง ประจวบฯ) ก็เลยคิดว่าเราจะตะลอนๆกันไปดีกว่า ... นั่งดูแผนที่และเส้นทางไปเขาค้อ ... ก็พบว่าจะไปเพชรบูรณ์ต้องผ่านทางสระบุรี อยู่ๆนึกขึ้นได้ว่ามีเพื่อนคนนึงขับรถจากกรุงเทพฯไปทำงานที่สระบุรีแต่เช้า ก็เลยลองโทรไปชวนเพื่อนคนนั้นไปอีก 1 คน ปรากฏว่าเพื่อนผมยินดีที่จะอาสาพาเที่ยวในสระบุรีด้วย ดีเลยละ ไปกันอีกคนจะคุยกันสนุกมากขึ้น พอครบแล้ว คราวนี้เรามุ่งหน้าจากกรุงเทพฯ สู่ สระบุรี กันเล้ยย
วันแรก เราออกเดินทางจากกรุงเทพกันแต่เช้าตรู่ของอีกวัน นำทางโดยเพื่อนไกด์(จำเป็น)ของผม ซึ่งก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เพราะหลังจากผมได้สอบถามสถานที่ท่องเที่ยวและที่กินที่น่าสนใจในละแวกนี้แล้ว ก็ได้ตัวเลือกให้พวกเรามาเลือกเยอะแยะไปหมด (เจ้าถิ่นจริงๆ) หลังจากสุมหัวปรึกษากันซักพัก จึงได้ข้อสรุปว่าเราจะไปไหว้พระพุทธฉาย สระบุรี กันเพื่อเป็นสิริมงคลในการเดินทางซึ่งบริเวณใกล้ๆนั้นก็ยังมีน้ำตกสามหลั่นกันให้เที่ยวต่อได้อีกด้วย ไหนๆเจ้าถิ่นเค้าแนะนำแล้วเราก็ลองไปดูก็ไม่เสียหายเนอะ 555
วัดพระพุทธฉายเป็นวัดที่อยู่บนไหล่ภูเขา ไม่สูงมากเกินไป สามารถเดินขึ้นไปได้โดยไม่เหนื่อยมาก
ระหว่างทางขึ้นไปก็จะมีแก๊งลิงตัวเล็กๆเข้ามาขออาหารและเล่นด้วยเป็นระยะๆ (ซึ่งท่าทางจะดุ) เลยวิ่งหนีกันขึ้นไป 555 บนยอดเข้าก็จะเจอกับพระพุทธรูปและรอยพระบาท สิ่งศักดิ์สิทธิคู่เมืองของชาวเมืองสระบุรี
พอได้มาอยู่บนยอดภูเขาแล้วนั่งมองวิวเบื้องล่างที่ไกลออกไป สุดลูกหูลูกตาแบบนี้ ... มันทำให้รู้สึกสบายใจจริงๆนะครับ เหมือนพอเราได้อยู่กับธรรมชาติแล้ว เขาจะช่วยดูดซึมความรู้สึกแย่ๆของเราออกไปจนทำให้เรารู้สึกสบายใจขึ้น ผมอธิบายไม่ถูกเหมือนกันครับ แต่ถ้าใครที่รู้สึกไม่สบายใจแนะนำให้ลองพาเวลาไปพบปะธรรมชาติดูบ้างสิครับ ผมคิดว่าเขาจะช่วยทำให้เราสบายใจขึ้นนะครับ
พอขึ้นมาแล้วก็อยากนั่งอยู่ตรงนี้ไปนานๆเลยละครับ
เศษเหรียญมากมายในรอยพระพุทธบาท .... แอบสงสัยว่ารอยพระพุทธบาทของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอดีตกาล ใหญ่ขนาดนี้เลยเหรอ .....
ตีระฆังกันเพื่อความเป็นสิริมงคล
พยายามจะเล่นกับพี่จ๋อ แต่ก็กลัวถูกงับ 555
ในบริเวณนี้มีน้ำตกให้เลือกไปหลายแห่ง แต่จุดหมายของเราคือน้ำตกสามหลั่น ...อีกสามร้อยเมตร
ผมสันนิฐานว่าขั้นน้ำตกในภาพนี้ อาจเป็นที่มาของชื่อน้ำตกสามหลั่น …แต่ก็คิดเผื่อไว้ว่าอาจจะไม่ใช่ เพราะดูแล้วตรงตัวเกินไป (คิดมาก55)
เริงร่าไม่กลัวตกน้ำ (จริงๆก็กลัวนะ 555)
วันนี้มีคนมาเที่ยวบ้างประปรายครับ ไม่มาก ไม่น้อย
หลังจากใช้พลังงานเดินทางขึ้นลงภูเขามาสองลูก ตอนนี้ก็เริ่มรู้สึกหิวขึ้นมาอีกแล้ว เลยตกลงกันว่าไปหาที่กินกัน พอเข้าประเด็นนี้ดวงตาของทุกคนก็เป็นประกายระยิบระยับ 555 ไกด์จำเป็นของเราเลยอาสาพาไปร้านเด็ดของท้องถิ่นนี้ ร้านมีชื่อว่า “อารีย์เม้าเทนวิว”
น้ำองุ่นของที่นี่รสชาติดีมาก จนพรีเซนเตอร์ยังยกนิ้ว ฮาๆ
ร้านอารีย์เม้าเทนวิว มีเมนูแนะนำ คือ ปลาหม้อไฟทรงเครื่องกับไก่ทอดเกลือ อยากบอกว่าอร่อยมากกกกกกกก อยากจนพุงกางแล้วยังอยากยัดปลาเข้าไปในท้องอีกเลย (ฮ่าๆๆ) แต่เสียดายที่ไม่ได้ถ่ายรูปมาให้ดูเพราะแต่ละคนก็มัวแต่กินกันเพลิดเพลินจำเริญใจ 555 ร้านนี้เป็นร้านที่สมควรไปกินเป็นอย่างยิ่งถ้าขับรถผ่านแถวนั้น แต่ทางเข้าร้านจะเข้าลำบากหน่อยนะครับเพราะต้องขับรถลัดเลาะเข้าไปตามพุ่มไม้หลายเลี้ยวหน่อย แต่รับรองว่าควรค่าแก่การฝ่าฝันเข้ามาแน่นอนครับ
หลังจากกินเสร็จกันจนพุงกางแล้วก็พอกันเข้าตัวเมืองเพื่อหาที่พักผ่อน เราเลือกพักเป็นอพาร์ตเม้นราคาย่อมเยาว์แต่ห้องมีขนาดใหญ่พอสมควร หลังจากได้ที่พักกันแล้วจึงไปสำรวจตารางเวลาของรถทัวร์เพื่อเดินทางไปเขาค้อกันในวันพรุ่งนี้ หลังจากสอบถามเส้นทางจาก บขส. อยู่ซักพักหนึ่งก็ได้ความว่า เส้นทางไปเขาค้อมีอยู่ 2 เส้นทาง
หนึ่ง คือ ทาง อ.เมือง(เส้นนี้ระยะทางใกล้กว่า ไปโดยรถสองแถว)
และสอง คือ ทาง อ.หล่มสัก(เส้นนี้ดูจากแผนที่แล้วจะอ้อมกว่า ไปทางรถทัวร์แต่เป็นทางที่เค้าแนะนำมา)
เมื่อผมและเพื่อนคำนวนเส้นทางตามแผนที่แล้ว เราตัดสินใจจะไปลงกันที่ตัวเมืองเพื่อประหยัดระยะเวลา เราเลือกเวลาออกเดินทางที่เร็วที่สุด คือ 6 โมงเช้า (เช้ามากกกก) เพราะรอบต่อไปอีก 8 โมงครึ่งซึ่งช้าไปหน่อย หลังจากวางแผนเรื่องเวลากันเสร็จแล้ว ผมจึงล่ำรากับเพื่อนไกด์จำเป็นของผม ณ ตอนนั้นรู้สึกเสียดายที่เพื่อนไกด์จำเป็นของผมไม่สามารถร่วมเดินทางไปต่อด้วยกันได้ เพราะพรุ่งนี้เขาต้องอยู่ทำงานต่อ ยังไงก็ขอบคุณอีกครั้งนะครับที่ช่วยอาสาพาเที่ยวสระบุรีเมืองพระฯ ไม่เช่นนั้นการเดินทางผ่านสระบุรีในวันนี้คงไม่มีอะไรให้จดจำไปมากกว่าถนนหนทางและต้นไม้ใบหญ้าริมทาง เอาไว้เมื่อมีโอกาสเมื่อไหร่ก็ยังอยากจะกลับมาเที่ยวอีกครั้งแน่นอน
เพื่อนไกด์ใจดีของผมมาส่งขึ้นรถในตอนเช้า
การเดินทางวันนี้ทำให้ อาการเบื่อเซ็งคิดไม่ออกบอกไม่ถูก ที่เป็นอยู่เมื่อวันก่อนหายไป อาจะเป็นเพราะผมได้ตัดสินใจหนีออกมาจากสภาพความเป็นอยู่เดิมๆที่มองไม่เห็นปัญหา พอได้ลองก้าวออกมาจึงทำให้ผมมองเห็นอะไรได้กว้างยิ่งขึ้น เหมือนพอเราได้ออกสู่โลกกว้าง ปัญหาที่สุมอยู่ในตัวเราก็จึงเล็กลงโดยปริยาย การที่ผมได้ออกมาพบเจอธรรมชาติที่หลากหลายจึงทำให้คิดได้ว่าสุดท้ายแล้วตัวเราก็เป็นแค่สิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆบนโลกใหญ่ๆใบนี้ เราไม่สามารถควบคุมสิ่งอื่นรอบตัวเราได้ทั้งหมดหรือบางทีเราอาจควบคุมอะไรไม่ได้เลยนอกจาการควบคุมความคิดของตัวเราเอง ผมไม่รู้ว่าการหนีตามเขาค้อครั้งนี้จะสามารถแก้ไขปัญหาของตัวเองได้รึเปล่านะ ....มันอาจเป็นเพียงแค่การซื้อเวลาในการยอมรับความจริงที่เป็นอยู่ก็ได้...
เขาค้อที่รัก ....พรุ่งนี้ผมจะหนีตามไปหาคุณแล้วนะครับ ผมไม่รู้ว่าคุณจะช่วยคลื่คลายปัญหาที่ผมมีอยู่ตอนนี้ได้รึเปล่า แต่สิ่งที่พอจะรู้สึกได้ก็คือ แค่ผมได้คิดว่าผมกับเพื่อนอีกคนหนึ่งกำลังหนีตามไปหาคุณในวันพรุ่งนี้ แค่นี้ผมก็มีความสุขมากมายแล้วครับ
ติดตาม หนีตาม....เขาค้อ เพราะท้อรัก ในตอนต่อไปครับ
edit @ 22 Nov 2009 23:42:40 by ประจิก

