สองอาทิตย์ก่อนผมเดินผ่านร้านเช่าวีดิโอแถวบ้าน บังเอิญเห็นโปสเตอร์หนังเรื่อง หนีตาม...กาลิเลโอถูกแปะอยู่ที่กระจกหน้าร้าน พอเห็นปุ๊บมันทำให้รู้สึกอยากไปเช่าหนังเรื่องนี้มาดูอีกครั้งนึง เหตุที่อยากดูซ้ำไม่ใช่เพราะว่าผมประทับใจหนังเรื่องนี้หรอกนะครับ ที่จริงคือแค่รู้สึกคิดถึงเพื่อนคนนึงขึ้นมาเท่านั้น โปสเตอร์หนหนังเรื่องนี้ทำให้ผมคิดถึงเมื่อครั้งเคยไปหนีตาม...ด้วยกัน แต่ไม่ใช่หนีตามกาลิเลโอที่ลอนดอน หรือปารีสแบบสองสาวต่าย-เต้ยนะครับ อันนั้นผมคือว่า มันโลโซเกินไป 555 ... อย่างผมต้องนี่เลยครับ หนีตาม................. เขาค้อ เพชรบูรณ์ ประเทศไทย เห็นมั้ยๆ ไฮโซกว่าเห็นๆ 5555            

                เคยรู้สึกมั้ยครับ? ที่อยู่ดีๆตัวเราก็รู้สึกเบื่อๆเซ็งๆกับทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัว แม่ว่าจะเป็น เบื่อพ่อแม่ เบื่อบ้าน เบื่อเพื่อนร่วมงาน เบื่อขาโต๊ะ สีเก้าอี้ ราวบันได หรือขอบประตูรั้วบ้าน ทั้งที่มันไม่ได้ทำอะไรให้เราเลยซักนิด หรือบางครั้งก็เกิดอารมณ์แปรปรวน ฟุ้งซ่าน เฉื่อยชา ไฮเปอร์ สารพัดอาการพร้อมๆกันแบบไม่มีสาเหตุ (ไม่ได้อยู่ในช่วงมีเมนส์นะครับ 55) อาการเหล่านี้มันก็ทำให้ตัวผมรู้สึกแย่ๆไปในระยะหนึ่ง (ไปปรึกษารุ่นพี่ที่เป็นกูรูด้านความรัก เค้าบอกว่ามันเป็นอาการของคนอกหัก รักไม่สมหวัง ความหวังพลังทลาย คล้ายๆจะจีบไม่ติด อะไรทำนองนี้ ... เออเนอะ ผมว่ามันก็มีส่วนอยู่บ้าง 555)  ทีนี้พอไอ้อาการที่ว่ามา มันมีมากๆเข้า มันก็เลยรู้สึกว่า เราไม่อยากจะอยู่ที่นี่แล้วละ มันต้องหนีตามอะไรไปซักอย่างซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าอะไรเหมือนกัน แต่อยากไปให้มันพ้นๆไกลๆจากที่เดิมๆ ... พอคิดได้ปุ๊บก็ใจร้อนอยากหนี ก็เลยคิดว่า เอาไงดี ไปพรุ่งนี้เลยดีมั้ย ??? แต่การหนีครั้งนี้ไม่อยากหนีไปเพียงคนเดียว เพราะตอนนี้สภาพจิตใจไม่ค่อยแข็งแรง  เพราะฉะนั้นเลยคิดว่าจะลองชวนเพื่อนคนไหนไปด้วยดีกว่า เพราะออกเดินทางแล้วอยู่ๆเกิดจิตตก เศร้าตายระหว่างทางจะได้มีคนช่วยแบกศพกลับมาให้ที่บ้านทำพิธีกรรมทางศาสนาได้ ฮ่าๆ            

               ว่าแล้วก็เริ่มหาทางออกให้กับตัวเอง ...เหลือบดูนาฬิกา ตอนนั้นเวลาเกือบเที่ยงคืน โอย ป่านนี้ชาวบ้านชาวช่องเค้าหลับกันหมดแล้ว จะโทรชวนใครได้ล่ะ ลองเปิดรายชื่อเพื่อนเอ็มเอสเอ็นขึ้นมา ...เออ ยังดีที่วันนี้ยังมีคนออนไลน์อยู่บ้าง ว่าแล้วก็ไล่ดูรายชื่อเพื่อนที่ดูจะมีเคมีเข้ากันได้ดีที่สุด ที่ไม่ใช่ไปแล้วเตะกันลงกลางทาง ...ก็เลยไล่ถามเพื่อนทีละคนว่ามีใครอยากหนีไปเที่ยวไกลๆบ้างมั้ย? แต่ยังไม่รู้ว่าจะไปไหนนะเพราะยังคิดไม่ออก  ....เพื่อนหลายคนที่ฟังก็งงเล็กน้อย 555+ (แน่ละ จะไปไหนยังไม่รู้เลย) ถามไปถามมาก็ได้เพื่อนในลิสมาคนนึงที่สนใจ ซึ่งบังเอิญมากๆเพราะเค้าก็อยากไปไกลๆแต่ก็ไม่รู้ว่าจะไปไหนเหมือนกัน  5555 (เออ มันบ้าทั้งคู่) พอได้คู่แล้ว ก็เลยช่วยกันนั่งเปิดกูเกิ้ลหาสถานที่ไปกัน ... ลองคุยกันดูผมเบื่อทะเล เค้าอยากไปภูเขา ผมอยากไปไกลๆ เค้าอยากไปไกลๆ(แต่ไม่มาก) ผมอยากไปธรรมชาติ เค้าไปได้ทุกทีแต่ขอที่สวยๆ ....พอประมวลจากสถานที่หลายแห่งที่มีคุณสมบัติเหมาะสมมา สุดท้ายจึงสรุปได้ว่า ...  พวกเราไปหนีตามเส้นทางสู่เขาค้อ เพชรบูรณ์กันเถอะ             

               เริ่มต้น เราวางแผนเส้นทางจากกรุงเทพฯสู่เขาค้อกันอย่างหลวมๆ แบบไม่ได้กำหนดเวลาตายตัวที่แน่นอน เพราะใจจริงคืออยากหนีไปไหนก็ได้ไกลๆที่ไม่ใช่กรุงเทพ(และไม่ใช่รอบๆกรุงเทพฯอย่างพัทยา ระยอง ประจวบฯ) ก็เลยคิดว่าเราจะตะลอนๆกันไปดีกว่า ... นั่งดูแผนที่และเส้นทางไปเขาค้อ ... ก็พบว่าจะไปเพชรบูรณ์ต้องผ่านทางสระบุรี อยู่ๆนึกขึ้นได้ว่ามีเพื่อนคนนึงขับรถจากกรุงเทพฯไปทำงานที่สระบุรีแต่เช้า ก็เลยลองโทรไปชวนเพื่อนคนนั้นไปอีก 1 คน ปรากฏว่าเพื่อนผมยินดีที่จะอาสาพาเที่ยวในสระบุรีด้วย ดีเลยละ ไปกันอีกคนจะคุยกันสนุกมากขึ้น พอครบแล้ว คราวนี้เรามุ่งหน้าจากกรุงเทพฯ สู่ สระบุรี กันเล้ยย           

 

              วันแรก เราออกเดินทางจากกรุงเทพกันแต่เช้าตรู่ของอีกวัน นำทางโดยเพื่อนไกด์(จำเป็น)ของผม ซึ่งก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เพราะหลังจากผมได้สอบถามสถานที่ท่องเที่ยวและที่กินที่น่าสนใจในละแวกนี้แล้ว ก็ได้ตัวเลือกให้พวกเรามาเลือกเยอะแยะไปหมด (เจ้าถิ่นจริงๆ) หลังจากสุมหัวปรึกษากันซักพัก จึงได้ข้อสรุปว่าเราจะไปไหว้พระพุทธฉาย สระบุรี กันเพื่อเป็นสิริมงคลในการเดินทางซึ่งบริเวณใกล้ๆนั้นก็ยังมีน้ำตกสามหลั่นกันให้เที่ยวต่อได้อีกด้วย ไหนๆเจ้าถิ่นเค้าแนะนำแล้วเราก็ลองไปดูก็ไม่เสียหายเนอะ 555       

     

               วัดพระพุทธฉายเป็นวัดที่อยู่บนไหล่ภูเขา ไม่สูงมากเกินไป สามารถเดินขึ้นไปได้โดยไม่เหนื่อยมาก

 

ระหว่างทางขึ้นไปก็จะมีแก๊งลิงตัวเล็กๆเข้ามาขออาหารและเล่นด้วยเป็นระยะๆ (ซึ่งท่าทางจะดุ) เลยวิ่งหนีกันขึ้นไป 555 บนยอดเข้าก็จะเจอกับพระพุทธรูปและรอยพระบาท สิ่งศักดิ์สิทธิคู่เมืองของชาวเมืองสระบุรี 

                พอได้มาอยู่บนยอดภูเขาแล้วนั่งมองวิวเบื้องล่างที่ไกลออกไป สุดลูกหูลูกตาแบบนี้ ... มันทำให้รู้สึกสบายใจจริงๆนะครับ เหมือนพอเราได้อยู่กับธรรมชาติแล้ว เขาจะช่วยดูดซึมความรู้สึกแย่ๆของเราออกไปจนทำให้เรารู้สึกสบายใจขึ้น ผมอธิบายไม่ถูกเหมือนกันครับ แต่ถ้าใครที่รู้สึกไม่สบายใจแนะนำให้ลองพาเวลาไปพบปะธรรมชาติดูบ้างสิครับ ผมคิดว่าเขาจะช่วยทำให้เราสบายใจขึ้นนะครับ            

          

     พอขึ้นมาแล้วก็อยากนั่งอยู่ตรงนี้ไปนานๆเลยละครับ         

 

                เศษเหรียญมากมายในรอยพระพุทธบาท .... แอบสงสัยว่ารอยพระพุทธบาทของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอดีตกาล ใหญ่ขนาดนี้เลยเหรอ .....   

 

         ตีระฆังกันเพื่อความเป็นสิริมงคล           

 

พยายามจะเล่นกับพี่จ๋อ แต่ก็กลัวถูกงับ 555     

       

ในบริเวณนี้มีน้ำตกให้เลือกไปหลายแห่ง แต่จุดหมายของเราคือน้ำตกสามหลั่น ...อีกสามร้อยเมตร   

 

 

          ผมสันนิฐานว่าขั้นน้ำตกในภาพนี้ อาจเป็นที่มาของชื่อน้ำตกสามหลั่นแต่ก็คิดเผื่อไว้ว่าอาจจะไม่ใช่ เพราะดูแล้วตรงตัวเกินไป (คิดมาก55)  

 

            เริงร่าไม่กลัวตกน้ำ (จริงๆก็กลัวนะ 555)         

    วันนี้มีคนมาเที่ยวบ้างประปรายครับ ไม่มาก ไม่น้อย        

    

                หลังจากใช้พลังงานเดินทางขึ้นลงภูเขามาสองลูก ตอนนี้ก็เริ่มรู้สึกหิวขึ้นมาอีกแล้ว เลยตกลงกันว่าไปหาที่กินกัน พอเข้าประเด็นนี้ดวงตาของทุกคนก็เป็นประกายระยิบระยับ 555 ไกด์จำเป็นของเราเลยอาสาพาไปร้านเด็ดของท้องถิ่นนี้ ร้านมีชื่อว่า อารีย์เม้าเทนวิว

น้ำองุ่นของที่นี่รสชาติดีมาก จนพรีเซนเตอร์ยังยกนิ้ว ฮาๆ

 

                 ร้านอารีย์เม้าเทนวิว มีเมนูแนะนำ คือ ปลาหม้อไฟทรงเครื่องกับไก่ทอดเกลือ อยากบอกว่าอร่อยมากกกกกกกก อยากจนพุงกางแล้วยังอยากยัดปลาเข้าไปในท้องอีกเลย (ฮ่าๆๆ) แต่เสียดายที่ไม่ได้ถ่ายรูปมาให้ดูเพราะแต่ละคนก็มัวแต่กินกันเพลิดเพลินจำเริญใจ 555 ร้านนี้เป็นร้านที่สมควรไปกินเป็นอย่างยิ่งถ้าขับรถผ่านแถวนั้น แต่ทางเข้าร้านจะเข้าลำบากหน่อยนะครับเพราะต้องขับรถลัดเลาะเข้าไปตามพุ่มไม้หลายเลี้ยวหน่อย แต่รับรองว่าควรค่าแก่การฝ่าฝันเข้ามาแน่นอนครับ             

                 หลังจากกินเสร็จกันจนพุงกางแล้วก็พอกันเข้าตัวเมืองเพื่อหาที่พักผ่อน เราเลือกพักเป็นอพาร์ตเม้นราคาย่อมเยาว์แต่ห้องมีขนาดใหญ่พอสมควร หลังจากได้ที่พักกันแล้วจึงไปสำรวจตารางเวลาของรถทัวร์เพื่อเดินทางไปเขาค้อกันในวันพรุ่งนี้ หลังจากสอบถามเส้นทางจาก บขส. อยู่ซักพักหนึ่งก็ได้ความว่า เส้นทางไปเขาค้อมีอยู่ 2 เส้นทาง  

               หนึ่ง คือ ทาง อ.เมือง(เส้นนี้ระยะทางใกล้กว่า ไปโดยรถสองแถว)

            และสอง คือ ทาง อ.หล่มสัก(เส้นนี้ดูจากแผนที่แล้วจะอ้อมกว่า ไปทางรถทัวร์แต่เป็นทางที่เค้าแนะนำมา)  

                เมื่อผมและเพื่อนคำนวนเส้นทางตามแผนที่แล้ว เราตัดสินใจจะไปลงกันที่ตัวเมืองเพื่อประหยัดระยะเวลา เราเลือกเวลาออกเดินทางที่เร็วที่สุด คือ 6 โมงเช้า (เช้ามากกกก) เพราะรอบต่อไปอีก 8 โมงครึ่งซึ่งช้าไปหน่อย หลังจากวางแผนเรื่องเวลากันเสร็จแล้ว ผมจึงล่ำรากับเพื่อนไกด์จำเป็นของผม ณ ตอนนั้นรู้สึกเสียดายที่เพื่อนไกด์จำเป็นของผมไม่สามารถร่วมเดินทางไปต่อด้วยกันได้  เพราะพรุ่งนี้เขาต้องอยู่ทำงานต่อ  ยังไงก็ขอบคุณอีกครั้งนะครับที่ช่วยอาสาพาเที่ยวสระบุรีเมืองพระฯ ไม่เช่นนั้นการเดินทางผ่านสระบุรีในวันนี้คงไม่มีอะไรให้จดจำไปมากกว่าถนนหนทางและต้นไม้ใบหญ้าริมทาง เอาไว้เมื่อมีโอกาสเมื่อไหร่ก็ยังอยากจะกลับมาเที่ยวอีกครั้งแน่นอน 

เพื่อนไกด์ใจดีของผมมาส่งขึ้นรถในตอนเช้า

                การเดินทางวันนี้ทำให้ อาการเบื่อเซ็งคิดไม่ออกบอกไม่ถูก ที่เป็นอยู่เมื่อวันก่อนหายไป อาจะเป็นเพราะผมได้ตัดสินใจหนีออกมาจากสภาพความเป็นอยู่เดิมๆที่มองไม่เห็นปัญหา พอได้ลองก้าวออกมาจึงทำให้ผมมองเห็นอะไรได้กว้างยิ่งขึ้น เหมือนพอเราได้ออกสู่โลกกว้าง ปัญหาที่สุมอยู่ในตัวเราก็จึงเล็กลงโดยปริยาย การที่ผมได้ออกมาพบเจอธรรมชาติที่หลากหลายจึงทำให้คิดได้ว่าสุดท้ายแล้วตัวเราก็เป็นแค่สิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆบนโลกใหญ่ๆใบนี้ เราไม่สามารถควบคุมสิ่งอื่นรอบตัวเราได้ทั้งหมดหรือบางทีเราอาจควบคุมอะไรไม่ได้เลยนอกจาการควบคุมความคิดของตัวเราเอง ผมไม่รู้ว่าการหนีตามเขาค้อครั้งนี้จะสามารถแก้ไขปัญหาของตัวเองได้รึเปล่านะ ....มันอาจเป็นเพียงแค่การซื้อเวลาในการยอมรับความจริงที่เป็นอยู่ก็ได้...                       

               เขาค้อที่รัก ....พรุ่งนี้ผมจะหนีตามไปหาคุณแล้วนะครับ ผมไม่รู้ว่าคุณจะช่วยคลื่คลายปัญหาที่ผมมีอยู่ตอนนี้ได้รึเปล่า แต่สิ่งที่พอจะรู้สึกได้ก็คือ แค่ผมได้คิดว่าผมกับเพื่อนอีกคนหนึ่งกำลังหนีตามไปหาคุณในวันพรุ่งนี้ แค่นี้ผมก็มีความสุขมากมายแล้วครับ 

 

ติดตาม หนีตาม....เขาค้อ เพราะท้อรัก ในตอนต่อไปครับ

edit @ 22 Nov 2009 23:42:40 by ประจิก

***หมายเหตุ:บทความนี้ย้ายมาจากไดอารี่เก่า เขียนไว้เมื่อเดือน กรกฏาคม 2552

    
           อาจจะเชยไปหน่อย แต่เมื่อวานผมเพิ่งอ่านหนังสือเล่มหนึ่งจบลง ครับหนังสือเล่มนั้นชื่อว่า อัจฉริยะสร้างได้ ของคุณวนิษา เรซ หรือหนูดี อัจฉริยะสร้างได้ รายนี้เคยโด่งดังฮือฮาเป็นกระแสอยู่พักหนึ่ง(ตอนนี้เงียบไปแล้ว) เล่าหน่อยนึงว่าคุณหนูดีคนนี้เธอเป็นผู้ศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาการทางสมองและครอบครัวศึกษา (พ่วงดีกรีปริญญาโทเกียรตินิยมจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดซะด้วย) เห็นแค่นี้ก็อยากรู้แล้วละครับว่าตัวหนังสือของเธอจะอัจฉริยะสร้างได้เหมือนกับชื่อหนังสือรึเปล่านะ
 


          เชื่อไหมครับว่าผมอ่านหนังสือเล่มนี้จบภายในเวลา 2 ชั่วโมงครึ่งโดยไม่วางหนังสือเล่มนี้ลงแม้แต่นาทีเดียว ไม่เว้นแม้แต่นาทีเดียวจริงๆครับ ผมก็ไม่รู้นะครับว่าเธอใช้เทคนิคอะไรหลอกล่อให้ผมต้องกรอกสายตามตามตัวหนังสือของเธออยู่เป็นเวลานานแสนนาน อาจจะเป็นเรื่องอาจารย์ของเธอซึ่งเป็นคนดังระดับโลกที่เธออ้างอิงว่าเคยนั่งเรียนกันในระยะประชิดมาแล้ว บวกประสบการณ์แปลกๆตอนอยู่ในชั้นเรียน หรือแบบทดสอบทางสมองที่เธอได้สอดแทรกเข้ามาระหว่างการเล่าเรื่องเป็นระยะ... สิ่งเหล่านี้มันผสมกันอย่างลงตัวจนทำให้ผมรู้สึกรอไม่ไหวที่จะเปิดอ่านหน้าต่อไปเรื่อยๆ(และก็ภาวนาไม่อยากให้มันจบลงเลย) ถ้าอยากทดลองว่าจะสนุกอย่างที่ผมโม้ให้ฟังหรือไม่ก็ลองไปหาอ่านตามร้านหนังสือดูนะครับ (รับรองด้วยเกียรติของลูกเสือสำรอง) ....

          ส่วนสาระที่ได้จากหนังสือเล่มนี้คงสรุปอะไรไม่ได้นอกจากคำว่า
อัจฉริยะสร้างได้”(จริงๆ) ตามชื่อหนังสือ (หลังอ่านจบผมคิดว่าเธอทำให้ผมอัจฉริยะขึ้นนะครับ 55555)           

         
เอาละ อวดสรรพคุณหนังสือให้เค้าไปเยอะแล้ว เงินค่าโฆษณาก็ไม่ได้ ดังนั้นเราควรมาเข้าสู่ประเด็นกันเลยดีกว่า วันนี้
QUOTE หรือประโยคประทับใจที่ผมหยิบยกมาไม่ใช่ของคุณหนูดีเจ้าของหนังสือหรอกครับ แต่เป็นแขกรับเชิญภายในเล่ม เขาคือคุณ ชัยภัฎ จันทร์วิไล สถาปนิกและเลขาธิการสมาคมฮาร์เลย์แห่งประเทศไทย ผู้ชนะล้านที่ 8 ในรายการอัจฉริยะข้ามคืน ซึ่งคุณหนูดีอ้างว่าบุคคลท่านนี้คือผู้ที่มีอัจริยะภาพทางด้านมนุษยสัมพันธ์และการเข้าใจผู้อื่นสูงม๊ากมาก ....  

          ที่ผมเลือก
QUOTE ของพี่คนนี้มาเล่าให้ฟังเพราะผมเห็นคนอัจฉริยะในด้านอื่นๆหลายคนในปัจจุบัน มักสอบตกอย่างรุนแรงในทักษะข้อนี้ ทั้งที่มันเป็นตัวแปรสำคัญที่จะกำหนดว่าเราจะไปถึงจุดไหนในชีวิตของเรา ชีวิตเราจะมีความสุขยากหรือง่าย เราจะก้าวหน้าในการงาน หรือจะย่ำอยู่กับที่ เราจะเป็นทีรักใคร่เอ็นดูของเพื่อนๆหรือไม่มีใครอยากคบหาหรือสนับสนุน หรือเราจะมีความสุขในชีวิตรักหรืออยู่กันอย่างระหองระแหง และอีกสารพัดความสุขในการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นบนโลกนี้ ...

            
ขอเล่าเรื่องตัวเองหน่อยนึงนะครับ ก่อนอื่นต้องบอกว่าปกติแล้วผมเป็นคนชอบเล่นเกมความสัมพันธ์มาตั้งแต่เด็กๆ ค่อนข้างเป็นที่จำจดของบรรดาอาจารย์และรุ่นพี่รุ่นน้องในโรงเรียนมัธยม ถ้าเรื่องคุยโทรศัพท์กับเพื่อนข้ามคืนหรือเดินไปทักทายเพื่อนใหม่ข้างๆห้อง อันนี้เป็นเรื่องปกติสามัญมากๆ 

          หลังจากเข้ามหาวิทยาลัยปีแรก ผมสนุกกับเกมความสัมพันธ์มากขึ้นเนื่องจากมีเพื่อนใหม่มากหน้าหลายตา มีกิจกรรมการรับน้องที่บังคับที่ให้เรามีความสัมพันธ์กับคนอื่นๆไปโดยอัตโนมัติ ช่วงนี้ไม่เป็นปัญหาอะไร แต่ช่วงสองสามปีหลังที่อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยนี้ เกมความสัมพันธ์ของผมกับคนอื่นๆคืบหน้าน้อยลงครับ เนื่องจากอยู่ดีๆ ผมเกิดอาการ
ตันกับคนแปลกหน้าหรือคนรู้จักเก่าๆ แบบไม่มีปี่มีขลุ่ย พยายามจะหาเรื่องพูดคุยจนหัวแทบแตก ยังไงก็คิดไม่ออก จนหลังๆตัดปัญหาด้วยการ เลิกคุยไปเลยครับ (ฮาๆ) บางคนมาชวนคุยยังไม่มีเรื่องจะคุยด้วยเลย ทีแรกก็คิดว่าคงเป็นอาการปกติของคนที่มีเรื่องต้องรับผิดชอบมากขึ้น ...แต่พอลองนึกถึงคนแก่ๆบรรดาแม่ๆป้าๆแล้ว คนกลุ่มนี้กลับเล่นเกมสร้างความสัมพันธ์ได้ดีกว่าเด็กๆ ซะอีก แสดงว่าปัญหาคงไม่ใช่ตรงนั้นแล้ว...

          ณ ตอนนั้นผมก็คิดไม่ออกนะครับว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่หลังจากที่ได้อ่านบทสัมภาษณ์ของพี่ชัยภัฎแล้ว มันก็เหมือนมีแสงสว่างมาเปิดทางให้ผมเห็นทางข้างหน้าว่าผมควรจะเดินต่อไปยังไง ... 
           
           ลองอ่านกันดูนะครับ ไม่รู้ว่าหลายคนมองเห็นอะไรอย่างที่ผมเห็นรึเปล่า ....
 

          คำถาม
: พัฒนาอัจฉริยภาพด้านมนุษยสัมพันธ์และการเข้าใจผู้อื่นอย่างไรจึงสามารเป็นผู้ประสานงานให้กับชมรมฮาร์เลย์ขนาดใหญ่และเข้ากับทุกคนได้เป็นอย่างดี ? 

         เรื่องมันเริ่มที่ผมเป็นคนชอบคุย เป็นการคุยบนพื้นฐานของความคิดที่เท่าเทียมกัน ไม่ว่าคนๆนั้นจะมีระดับความคิดที่เท่าเทียมกัน ไม่ว่าคนๆนั้นจะมีระดับทางสังคม อย่างไรก็ตาม ผมคุยกับคนได้ทุกประเภทตั้งแต่แม่ค่าก๋วยเตี๋ยวไปจนถึงนักการเมือง ผมเชื่อว่าการคุยที่ดีนั้น ต้องเป็นการทลายกำแพงต้องทำให้ม่านที่กันระหว่างคนสองคนหายไป ต้องทำให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจกันได้ดีขึ้น
 

          “ผมสังเกตว่าตัวเองเป็นคนชอบฟังอย่างนี้มาตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าจะเป็นการฟังผู้ใหญ่คุยกัน ฟังคนแก่คุยกัน ฟังเพื่อนคุยกัน เพราะในการฟังนั้น ผมได้เรียนรู้ถึงความคิดของเขา ถึงบุคลิก ความชอบ ความต้องการของเขา  ทำให้ผมรู้ว่าผมจะสื่อสารกับเขาอย่างไร ด้วยข้อมูลไหน เพราะในการคุยกับใคร สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ คุยในสิ่งที่เขาสนใจ เป็นการเปิดประตู่สู่ความสนใจของเขา ทำให้เขาอยากคุยและเปิดใจกับเรา

          “นอกจากนี้การที่เราจะคุยกับใครได้ทุกเรื่อง เราจะต้องมีคลังข้อมูลที่ใหญ่มาก เราต้องสนใจได้ในทุกเรื่องและการที่เราจะมีข้อมูลเหล่านี้ได้ เราต้องเป็นคนอ่านเยอะ และฟังเยอะ ซึ่งเป็นการเปิดรับข้อมูลจากแหล่งต่างๆอย่างไม่จำกัด เพราะในที่สุดแล้ว เราไม่สามารถรู้ได้หรอกครับว่าวันหนึ่งเราจะต้องไปคุยกับใคร  ต้องทำให้เขาเป็นคนสำคัญที่สุด ....
            

===================================

          พี่ชัยภัฎครับ
ผมขอบคุณพี่จริงๆครับที่ช่วยให้ผมอยากกลับมาเล่นเกมสร้างความสัมพันธ์กับมนุษย์ หลังจากทิ้งๆขว้างๆมันไปนานหลายปี จนเกือบจะลืมไปแล้วว่าการได้รับโอกาสของตัวเองในอดีตล้วนเป็นผลมาจากการเล่นเกมสร้างความสัมพันธ์กับคนแปลกหน้า จนกลายมาเป็นโอกาสที่ดีในปัจจุบัน 

           ป.ล. เรื่องเล่าปิดท้าย เมื่อสี่ปีก่อนผมได้งานทำเพราะผลจาก
การขยันเล่นเกมสร้างความสัมพันธ์ เพียงแค่หลุดปากแลกเปลี่ยนต้องการของตัวเองกับเพื่อนแปลกหน้าคนหนึ่งในMSN(เพิ่งรู้จักกันวันแรก) จนเกิดการชักชวนไปสู่โอกาสดีๆจนสร้างความสัมพันธ์อื่นๆอีกมากมายในภายหลัง ....แบบนี้ไม่รู้ว่าจะต้องขอบคุณเพื่อนคนนั้นที่หยิบยื่นโอกาสให้ ...หรือต้องขอบคุณตัวเองที่ขยันเล่นเกมสร้างความสัมพันธ์ดีนะครับ (ฮ่าๆๆๆ)

edit @ 7 Nov 2009 12:58:45 by ประจิก