คุณคิดว่า ... คุณเติบโตพอสำหรับตำแหน่ง “เจ้านาย” แล้วหรือยัง ?
คุณคิดว่า ... ถ้าคุณได้มีโอกาสเป็นเจ้านาย คุณจะเป็นเจ้านายที่ดีได้หรือไม่?


นั่นสิ? นี่คืออีกหนึ่งคำถามที่ผมเคยถามกับตัวเองมาเป็นระยะๆ ว่า เด็กจบใหม่เราต้องใช้ระยะเวลาเก็บประสบการณ์ทำงานไปนานเท่าไหร่ถึงจะสามารถก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งหัวหน้างานได้อย่างเหมาะสม


ลองมาฟังประสบการณ์ของพี่ เอ เด็กหนุ่มจบ(เกือบ)ใหม่ ไฟ(เกือบ)แรง เจ้านายมือใหม่ในวัย 26 ปีหมาดๆ คนนี้กันดูมั้ยครับ?


ไม่รู้ว่าช้าหรือเร็วเกินไปสำหรับเด็กหนุ่มจบ(เกือบ)ใหม่ไฟแรงที่เก็บสะสมประสบการณ์การทำงานมาได้สักระยะหนึ่ง สำหรับการได้รับมอบหมายให้สวมหัวโขน “เจ้านาย” ซึ่งมี “ลูกน้อง” สายครีเอทีฟที่ต้องดูแลอยู่สี่ห้าชีวิต 


จะว่าไปแล้ว นี่คือภารกิจที่ได้รับมอบหมายให้เป็น “เจ้านาย” อย่างจริงจังครั้งแรก แบบมีลูกน้องที่สามารถออกคำสั่งได้ แน่นอนเป็นใครใครก็ตื่นเต้นใช่ใหม่ครับ แต่อีกด้านหนึ่งของความตื่นเต้นก็คือความท้าทายที่ใครหลายๆ คนก็ยากจะลองดูสักครั้ง ... แม้ว่าอาจจะไม่แน่ใจว่าจะทำได้ดีหรือเปล่า 


แน่นอนว่า การลอง “ของใหม่” ... ยังไงก็ย่อมมี “ปัญหา” ที่เอาไม่อยู่


พี่เอ ลูกน้องห้าชีวิต และระยะเวลากว่าสามเดือนใน “การลองผิดลองถูก” กับการประคับประคองพาลูกน้องทั้ง 5 ชีวิตไปสู่เป้าหมายที่ได้รับมอบหมายมา ... อาจมั่นใจในประสบการณ์ทำงานในระดับหนึ่ง แต่อย่าลืมว่าประสบการณ์ “การปกครอง” อาจจะต้องมาเริ่มต้นจากศูนย์ ... และดูเหมือนอย่างที่คิดไว้เพราะปัญหาใหญ่ที่ทำเข้าหนักอกหนักใจจริงๆ นั้นไม่ใช่เรื่องงาน ... แต่เป็นเรื่อง “คน” ต่างหาก ...


“...เหนื่อย ไม่รู้ทำไง งานเยอะ กดดัน เรื่องงานไม่เท่าไหร่ แต่เรื่องคนเนี่ยสิ คนตั้งใจก็มี แต่คนไม่ตั้งใจก็แบบ ต้องรอคนอื่นมาช่วยทำ คือ เราไม่มายนะที่จะช่วยกันทำ แต่แบบพอมีคนไม่ตั้งใจแล้วรอให้คนอื่นมาช่วยมันไม่ค่อยแฟร์ไง...” เขาพูดถึงการบริหารจัดการลูกน้องในสังกัด
“...พี่ไงจุกจิก พี่ว่าพี่ไม่ไว้ใจเวลาเห็นน้องทำงาน แต่นี่เริ่มดีขึ้นนะ แรกๆ นี่แบบ เห็นแล้วแบบทำไงดีวะ ผิดพลาดเยอะมาก”
“...ก็เป็นห่วงสิ บางทีที่ถามแล้วถามอีกเพราะเป็นห่วงว่าจะไม่เสร็จ แต่เค้าคงคิดว่าเราดุ...” 
“...โตๆกันแล้วจะให้มาดุมาสอนก็ใช่เรื่องไง เดี๋ยวจะเรียกมาคุยละ...แค่คิดว่าจะพูดยังไงกับเค้าดี ที่ไม่ทำให้เสียความรู้สึก” 
“...พี่จะเล่นสงครามเย็น ถ้ามันจำเป็นจริงๆ ...”

นี่คือบทสนาสั้นๆ ระหว่างการสนทนาซึ่งแสดงถึงความพยายามที่จะควบคุมลูกน้องในสังกัดให้ทำงานต่อไปได้อย่างราบรื่น 

เอาเข้าจริงแล้วผมแอบจิตตกอยู่หน่อย เวลาได้เห็นอารมณ์ดาร์คๆ ของเพื่อนร่วมงานที่รู้สึกว่าเขาเป็นคนใจดีมาตลอด แล้วกลับต้องมาสวมบทโหดกับลูกน้องในเวลาที่ควบคุมสถานการณ์ไม่ได้(แบบที่ไม่เต็มใจทำนัก) .... เพราะไม่แน่ใจว่าถึงคราวตัวเองต้องสวมบทนั้นบ้าง แล้วตัวเองจะเป็นเหมือนเขาหรือเปล่า


มีความรู้สึกว่า เจ้านายที่ต้องขึ้นมากุมบังเหียนคุมลูกน้องตั้งแต่หลักหน่วย หลักสิบ ยันหลักร้อยขึ้นไปมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย และไม่ใช่ใครทุกคนที่ทำได้ในทันทีทันใดแม้จะมีประสบการณ์ทำงานมาอย่างยาวนานหรือแม้จะได้รับดีกรีเกียรตินิยมเหรียญทองออกจากรั้วมหาลัยอันดับไหนมาการันตีก็ตาม เพราะการเป็นเจ้านายที่ดีมันมีรายละเอียดทั้งเรื่องงานและเรื่องคนที่ซับซ้อน ... ที่อาจะต้องมาเริ่มต้นเรียนรู้ใหม่หมด 


ผมเคยคิดว่า ถ้าเติบโตขึ้นไปได้มีโอกาสเป็นเจ้าคนนายคน จะพยายามใจดี คุยกันด้วยเหตุผล และไม่ใช่เทคนิคการกดดันแบบไร้สาระที่รังจะทำให้ขวัญกำลังใจของคนทำงานลดน้อยถอยลงไป เหมือนที่เคยได้ประสพพบเจอมา .... แต่การแลกเปลี่ยนในวันนี้ก็ทำให้แอบมาคิดได้อีกมุมหนึ่งว่า บางทีความใจดีอาจไม่ใช่วิธีที่ได้ผลนักในการเป็นเจ้านายที่มีประสิทธิภาพ ... เมื่อถึงเวลานั้น ...ความโหดเหี้ยมทั้งต่อหน้าและลับหลังอาจเป็นสิ่งที่สมควรหยิบมากระทำ(บ้าง) เพื่อทำให้ผลผลิตของงานก้าวเดินต่อไป ... แม้ว่าจะต้องถูกประณามลับหลังถึงความไร้ปรานีไม่มีเยี่อใยของเพื่อนมนุษย์ที่อยู่ใต้อำนาจของตัวเองก็ตาม ...


การสนทนาวันนี้ที่ทำให้นึกถึงเจ้านายมือเก่ามือใหม่ที่ผ่านมาของตัวเอง ที่เคยใช้พวกเราเป็นที่เรียนรู้ด้วยการพยายามประคับประคองลูกน้องของตัวเองให้ไปตลอดรอดฝั่งตามเป้าหมายที่ได้รับมา ทั้งใช้วิธีการป้อนขนมหวานบ้าง ป้อนขวดนมอุ่นๆ อาบยาพิษบ้าง หรือ การเฆี่ยนหวายให้หลังลายกันโต้งๆ กลางศาลาเป็นตัวอย่าง... จนลูกน้องหนีกระเจิงบ้าง อึดทนรอดกันมาได้บ้าง ... จนได้เรียนรู้ว่าการเป็นเจ้านายที่ดีมันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายดายแค่การมานั่งชี้นิ้วสั่งงานเท่านั้น...มันอาจะจ้องรับภาระและความกดดันอื่นๆ อีกหลายอย่างที่คนเป็นลูกน้องอย่างเราๆ ไม่เคยได้รับรู้


อย่างน้อยก็ทำให้รู้ว่าการได้เจอเจ้านายที่ดี ที่สามารถประคับประคองเราไปตลอดรอดฝั่งได้อย่างสบาย แจกจ่ายงานได้ทั่วถึง ทัดเทียม ไม่เร่งรัดกดดัน หรือปล่อยปะจนเกินงามไป เพื่อให้เราทำงานได้อย่างสบายอกสบายใจนั้น ... นั้นเป็นเจ้านายที่เราควรหวงแหนเอาไว้ ไม่น้อยหน้ากว่าการได้เจองานที่เราชอบหรือเพื่อนร่วมงานที่เรารัก ... เสียด้วยซ้ำ


แล้วสำหรับ First Jobber ตอนปลายวัยยี่สิบกลางๆ อย่างคุณละ คุณ “พร้อม” ที่ก้าวขึ้นจะเป็น “เจ้านายที่ดีและมีประสิทธิภาพ” แล้วหรือยัง?


Image by © Liam Norris/cultura/Corbis © Corbis. All Rights Reserved.
การเดินสำรวจตลาดจตุจักรตั้งแต่ตีสามจนถึงเช้าวันนี้ทำให้ได้สัมผัสความรู้สึกอย่างหนึ่ง คือ เวลาเป็นสิ่งมีค่าจริงๆ 

บางทีเราก็อาจลืมตัวไปว่าในขณะที่เรานอนหลับสบายอยู่บนเตียงนอนทุกวันใยามค่ำคืน ยังมีคนกลุ่มหนึ่งเอาเวลามาใช้สร้างเงินทอง 

บ้างเสร็จจากงานประจำแล้วเอาเวลา(ที่เหมือนจะ)ว่างมาเปิดร้านขายของเอากำไรเล็กๆ 
บ้างนั่งรถจาก ตจว มาเหมาสินค้าราคาส่งไปขาย 
บ้างยืนผัดกับข้าว ต้มแกง ทอดไก่ 
บ้างเดินเร่ขายแซนวิชในซอยมืดๆ ตั้งแต่ตีสอง บ้างตื่นมาจัดร้าน ยกของ 
บ้างนอนหลับรอลูกค้าอยู่หน้าแผง ...
 

... เห็นภาพการเคลื่อนไหวที่ไม่หยุดนิ่งของชีวิตแต่ละชีวิต ณ ที่นี่แล้วมันทำให้ได้สัมผัสกับคำว่า "ชีวิตคือการต่อสู้" เพราะไม่ว่าต้นทุนของชีวิตที่เกิดมาของแต่ละคน มันจะมีติดตัวมามากน้อยต่างกันแค่ไหน แต่สิทธิในการต่อสู้เพื่อที่จะยกระดับของชีวิตตัวเองมันมีเท่ากัน ขึ้นอยู่กับว่า ใครจะใช้สิทธินั้นได้คุ้มค่ามากที่สุดเท่านั้นเอง...
กับข้าวฝีมือแม่ ยังไงก็อร่อยเสมอแหละ : )

ตั้งแต่เด็ก เวลาแม่ทำกับข้าวให้เรากิน เรามักสังเกตว่าทุกครั้งหลังจากที่เราตักกับเข้าใส่ปาก แม่มักจะถามว่า ...

"กับข้าววันนี้อร่อยมั้ยลูก?"

ทุกครั้งที่แม่ถาม เราก็จะตอบแม่เสมอว่า "อร่อย ๆ" หรือไม่ก็พยักหน้าหงึก ๆ เป็นสัญญาณว่ารสชาติโอเคนะ
แม้ว่าความจริงแล้ว ถ้าจะให้สารภาพตามตรง(แบบไม่ให้แม่ได้ยิน) ก็คงจะต้องบอกว่า "บางครั้งก็อร่อย บางครั้งก็เฉยๆ" อ่ะ

เรากินกับข้าวฝีมือแม่มายี่สิบกว่าปี เราก็พอรู้จักฝีมือแม่อยู่บ้างละ ว่าเมนูไหนเป็นเมนูเด็ด เมนุไหนเป็นเมนูด้อย...

วันไหนที่แม่เลือกทำเมนูเด็ดที่เราชอบ ก็โชคดีไป ... เพราะหลังจากกินเสร็จ เราจะได้ชื่นชมฝีมือแม่ได้อย่างเต็มปากเต็มคำ ว่า "วันนี้อร่อยจริงๆ อ่ะ"

แต่ถ้าวันไหนแม่เกิดเบื่อเมนูเด็ด มาลองทำเมนูด้อย (...ซึ่งมันมักมีเค้าลางไม่ดีมาแต่ตอนที่แม่มัดมือชกเลือกเมนูก่อนไปตลาดแล้วละ) 

วันนั้นก็อาจจะต้องเปลี่ยนจากคำชมเป็นรอยยิ้มแห้ง ๆ และลูกตาที่กลิ้งกรอกหลบสายตาแม่ไปมาแทน (เม้ืาทแม่ซะงั้น ฮ่าๆ)


แต่ถึงแม้ว่าเมนูด้อยของแม่ จะทำเราหลบสายตาจนลูกตาจะกลิ้งกรอกจนจะออกนอกเบ้าแค่ไหน ... สุดท้าย เราว่ากับข้าวฝีมือแม่ ยังไงก็ "อร่อย" เสมอแหละ

เพราะบางครั้ง ความอร่อยจากการกินกับข้าวมันอาจไม่อร่อยจากรสชาติเสมอไป...

สำหรับกับข้าวฝีมือแม่นั้น มันอร่อยจากความรู้สึก ... ที่ได้เห็นทุกขั้นตอนก่อนจะมาเป็นอาหารมื้อนั้น ...
ภาพของหญิงสาววัยกลางคนคนหนึ่งที่กุลุกุจอตื่นไปตลาดแต่เช้า ...
หิ้วของพะรุงพะรังกลับบ้านมาด้วยหน้าตาที่เหนื่อยอ่อน ...
ค่อย ๆ บรรจงล้างผัก เลือกเด็ดยอดอ่อน ...
แกะเปลือกกุ้ง ล้างขี้ดินที่ติดอยู่บนเปลือกหอย ... 
เด็ดพริกทีละเม็ดสองเม็ดจนกองโตเป็นร้อยเม็ด เพื่อน้ำจิ้มหรือน้ำพริกเพียงถ้วยเดียว ...
ง่วนผัดกับข้าวหน้ามัน เหงื่อไหลเยิ้มอยู่หน้าเตาเป็นชั่วโมง เพื่อกับข้าวหนึ่งจานที่กินไม่ถึงสิบนาทีก็หมดเกลี้ยง ...
แล้วก็ไปล้างจานชาม ช้อนส้อมที่เรากินเสร็จไปเมื่อครู่ ...


... มันทำให้เรารู้สึกว่า อาหารจานนี้มันเป็นอาหารที่ใส่เครื่องปรุงพิเศษ คือ ความพยายาม ความรัก ความเอาใจใส่ ความรู้ใจลูกค้าอะไรเหล่านี้ลงไปด้วย

ซึ่งเป็นเครื่องปรุงที่ภัตตาคารหรือร้านอาหารเจ้าไหนคงไม่สามารถหามาใส่ได้มากเท่าอาหารจานของแม่จริงๆ
 
 

 
 
ถ่ายรูปนี้เก็บไว้ เพราะรู้อยู่แก่ใจ ว่าโอกาสที่จะได้กินอาหารฝีมือแม่คงไม่ได้อยู่กับเราตลอดไป ... 

...และอาจปิดร้านไปในวันใดวันหนึ่งโดยที่ไม่แจ้งข่าวการยกเลิกกิจการให้เรารู้ล่วงหน้า
เหมือนร้านทั่วไป
 

ถ่ายรูปนี้เก็บไว้ ... เพราะวันใดที่เรากลับมาเห็นรูปอาหารฝีมือแม่ ... 

เราคิดว่ามันคงจะช่วยทำให้เราสามาารถจดจำกลิ่นหอมฉุยและรสชาติอันแสนอร่อยแบบต้นตำหรับของกับข้าวฝีมือแม่ ....ได้ทุกครั้ง ... ที่เราหวนคิดถึงท่าน ... ในวันที่ร้านของแม่ได้ปิดตัวลงไปอย่างถาวร ...
 
 
โดย ม่งเม้งเอย 
ตอนเด็กเด็ก เราทุกคนต้องเคยมีเพื่อนสนิทและเป็นเพื่อนสนิทที่เรารู้สึกรักมันมากๆโดยไม่ต้องมีเหตุผลอะไรก็ตามมารองรับ เหมือนเพื่อนสนิทสมัยโตโต

หลายอาทิตย์ก่อน ผมได้รับข้อความในเฟสบุ๊คจากเพื่อนสนิทคนหนึ่งเมื่อสมัย เรียน ม.ต้นมันส่งข้อความผมมาชวนให้ไปยินดีกับงานบวนของมันที่จะจัดขึ้นในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ที่วัดใกล้ๆโรงเรียนที่เคยเรียนด้วยกัน
แม้จะยังอีกยาวนาน แต่แว๊บแรกที่ผมได้รับข้อความชวน .... ผมก็รีบเปิดปฏิทินจัดตารางงานราษฎร์และงานหลวงทั้งหมดออก แล้วบุ๊คมาร์ควันสำคัญของมันวันนี้ลงปฎิทินของตัวเองตัวโตๆ ไฮไลท์เจ็ดสีเลยว่า ยังไงก็เป็นงานสำคัญงานนี้ต้องไปให้ได้ ... ยังไงต้องไปให้ได้

ทั้งที่ปกติแล้ว ผมมักจะหาเรื่องโดดงานบวชหรืองานแต่งอะไรแบบนี้บ่อยมาก และยิ่งเป็นงานบวชที่จัดตั้งแต่ตอนเช้าแล้ว แทบจะไม่อยากตื่นไปสักเท่าไหร่
หรือบางทีก็มีงานเข้ามา ... ผมก็เลือกรับงานรับเงินไว้ก่อนดีกว่า

... แต่สำหรับเพื่อนคนนี้ สัญชาติญาณมันบอกว่า ... 

"ยังไงก็ต้องตัดทุกสิ่งทุกอย่างออกไป แล้วไปยินดีในวันสำคัญของมันให้ได้..."
 
 
ย้อนกลับไปตอนเด็กๆ ผมกับเพื่อนคนนี้รู้จักกันครั้งแรกเพราะบังเอิญถูกอาจารย์จับให้ไปนั่งเรียนด้วยกัน เมื่อตอน ม.1
...มันชื่อ "ง้วน" ผมชื่อ "เม้ง" 

อาจารย์บอกว่าชื่อจีนๆเจ็กๆเหมือนกัน ก็จับมานั่งด้วยกันนี่แหละ น่าจะเข้ากันได้ดีนะ.. (อาจารย์แถกมากๆ)
ง้วน เป็นเด็กผู้ชายหน้าตี๋ๆ ตาตี่ๆที่ไม่ค่อยพูดค่อยจา บุคลิกสุภาพเรียบร้อย เวลาใครทักอะไรก็ยิ้มแหย๋ๆตอบรับ มีเล่นมุขบ้างแต่ก็เป็นมุข งงๆ ตามประสาคนพูดน้อย

เวลาอยู่กับเพื่อนในกลุ่ม ก็จะเป็นคนที่มักเออ ออ ห่อ หมก ไม่ค่อยมีความเห็นอะไรไปขัดแย้งกับคนอื่น คนอื่นว่าไงว่าตามกัน ขอแค่ได้ยิ้มหรี่ตาตี่ๆเดิมตามหลังเพื่อนแค่นั้นก็พอ

เวลาไปไหนมาไหน กินอะไร เที่ยวไหนที่ไหน ผมก็มักชวนมันนี่แหละ เพราะเป็นคนง่ายๆสบายๆดี

เรื่องราวของผมกับมันก็ไม่มีอะไรซับซ้อนไปมากกว่าการเคยเรียน เคยเที่ยวเล่น เดินห้าง ดูหนังด้วยกันแค่ตอน ม.ต้นเท่านั้นแหละพอเลื่อนขั้นขึ้น ม.2 และ ม.3 เราก็ถูกอาจารย์จับย้ายกันไปเรียนกันคนละห้อง ตามการสุ่มผลการเรียนแต่ก็ยังคุยกัน ไปเที่ยวเล่น เดินห้าง ซื้อการ์ตูนกันเหมือนสมัยที่ยังอยู่ห้องเดียวกัน
 
จนพอจบ ม.3 มันก็ย้ายโรงเรียนไปเรียนโรงเรียนเทคนิคฯอีกแห่งตามคำสั่งของที่บ้าน หลังจากนั้นผมกับมันก็ห่างๆกันไปเรื่อยๆ ไม่ค่อยได้คุยอะไรกันมากนัก
 
 แต่ถ้านึกย้อนดีๆแล้ว เพื่อนคนนี้ไม่เคยหายไปไหนจากเหตุการณ์ใหญ่ๆในชีวิตของผม
เช่น สอบติดเข้ามหาลัย เรียนจบ รับปริญญา ผมและมันก็โทรคุยกันหรือมาเจอกันเสมอๆ

ลองนึกย้อนไปแล้วก็ตลกดีเหมือนกันนะ พยายามคิดว่าอะไรทำให้รู้สึกรักและให้ความสำคัญกับเพื่อนสมัยเด็กคนนี้กันนะเพราะนึกดูแล้วมันก็ไม่ได้มีกิจกรรมเรื่องความสนใจที่ใกล้เคียงกับเรา 

ไม่เคยช่วยเหลืออะไรเราที่ทำให้รู้สึกซาบซึ้งใจไม่เคยแสดงความห่วงหาอาลัยที่ทำให้รู้สึกว่าเราพิเศษไม่ได้เป็นคนมีความสามารถที่ทำให้เราทึ่งจนอ้าปากค้าง

...มันก็เป็นแค่เพื่อนตัวเล็กธรรมดาๆ ที่เคยวิ่งเล่นกันสนุกด้วยกันคนนึงเท่านั้นแหละๆ แต่มันก็เป็นเพื่อนที่เรารู้สึกว่า ...
 
"เออ เรารักและหวังดีกับมัน อยากให้มันมีความสุขจริงๆว่ะ ..."
"อยากรู้อยากเห็นว่าชีวิตมันเป็นยังไงบ้าง ทำงานทำการอะไร ชีวิตไปถึงไหน แฟนคนปัจจุบันเป็นใคร หน้าตาเป็นยังไง ดีหรือร้ายกับมันรึเปล่า"
"คือ มึงไม่จำเป็นจะต้องมาอะไร ยังไงกับกูก็ได้นะ ห่างกันไปอะไรยังไงก็ไม่โกรธ ไม่งอน ไม่หวง..."
"ไม่ต้องมานั่งฟังกูเล่าเรื่องทุกข์ ไม่ต้องมาให้ยืมตัง ไม่ต้องมาให้ประโยชน์อะไรกันเลย"
"เพียงแค่เวลามึงมีเรื่องยินดี หรือมีเรื่องทุกข์ร้อนอะไร ขอให้บอก ขอให้กูไปมีส่วนร่วมด้วย ... กูพร้อมจะไปอยู่ตรงนั้นเพื่อมึงเสมอๆ แล้วไม่ต้องการอะไรตอบแทนด้วย สำหรับมึงแล้วกูพร้อมทำให้เสมอ(ยกเว้นยืมตังนะตัว)"
"แต่ถึงมึงจะไม่บอก ...กูก็พร้อมจะเข้าใจและให้อภัยมึงในทุกๆเหตุผล"
 

ไม่มีข้อจำกัด เป็นโปรพิเศษ อันลิมิตเต๊ดในทุกๆด้าน

บางทีความรู้สึกแบบนี้ มันก็หาไม่ได้กับเพื่อนสมัยโตโต ... ผมก็ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน 
อาจะเป็นเพราะว่าเราโตขึ้น เราอาจเอาเรื่องอื่นๆซับคิดซ้อนมากเกินไป จนทำให้รู้สึกรักเพื่อนคนไหนได้ไม่เท่าเพื่อนสมัยเด็กเด็กที่วิ่งเล่นกันเอาสนุกๆขำๆโดยไม่ต้องสนใจว่าเพื่อนคนนี้มันชอบดูหนัง ชอบฟังเพลงสไตล์เดียวกันรึเปล่า 
หรือเราไม่ต้องสนใจว่ามันเคยช่วยทนรับฟัง ปลอบใจเราเวลาเราอกหัก มีบุณคุณอะไรกับเรารึเปล่า
หรือเราไม่ต้องสนใจว่ามันเป็นคนห่วยแตก บ้านจน ไม่มีรถขับ ไร้อนาคต ไม่น่าคบหารึเปล่า

...

ความสัมพันธ์ของเพื่อน บางทีมันก็แปลกๆนะ
 
เหมือนจะรัก แต่ก็ไม่จำเป็นต้องบอก ต้องพูด ต้องให้ความสำคัญ
เหมือนจะห่างๆหายๆกันไป แต่กลับมาทีไรก็ยังเหมือนเดิม
เหมือนจะเลิกคบหา แต่ก็ยังโผล่มาทุกๆโอกาสสำคัญของชีวิต
เหมือนจะลืมมันไปแล้ว ... แต่ก็ยังจำเรื่องเก่าๆของมันได้ทุกเรื่อง

แล้วคุณละ ...ยังจำเพื่อนสมัยเด็กเด็กกันได้มั้ย...ตอนนี้เขาและเธอเป็นยังไงกันบ้างแล้วครับ ?...