***หมายเหตุ:บทความนี้ย้ายมาจากไดอารี่เก่า เขียนไว้เมื่อเดือน กรกฏาคม 2552

    
           อาจจะเชยไปหน่อย แต่เมื่อวานผมเพิ่งอ่านหนังสือเล่มหนึ่งจบลง ครับหนังสือเล่มนั้นชื่อว่า อัจฉริยะสร้างได้ ของคุณวนิษา เรซ หรือหนูดี อัจฉริยะสร้างได้ รายนี้เคยโด่งดังฮือฮาเป็นกระแสอยู่พักหนึ่ง(ตอนนี้เงียบไปแล้ว) เล่าหน่อยนึงว่าคุณหนูดีคนนี้เธอเป็นผู้ศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาการทางสมองและครอบครัวศึกษา (พ่วงดีกรีปริญญาโทเกียรตินิยมจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดซะด้วย) เห็นแค่นี้ก็อยากรู้แล้วละครับว่าตัวหนังสือของเธอจะอัจฉริยะสร้างได้เหมือนกับชื่อหนังสือรึเปล่านะ
 


          เชื่อไหมครับว่าผมอ่านหนังสือเล่มนี้จบภายในเวลา 2 ชั่วโมงครึ่งโดยไม่วางหนังสือเล่มนี้ลงแม้แต่นาทีเดียว ไม่เว้นแม้แต่นาทีเดียวจริงๆครับ ผมก็ไม่รู้นะครับว่าเธอใช้เทคนิคอะไรหลอกล่อให้ผมต้องกรอกสายตามตามตัวหนังสือของเธออยู่เป็นเวลานานแสนนาน อาจจะเป็นเรื่องอาจารย์ของเธอซึ่งเป็นคนดังระดับโลกที่เธออ้างอิงว่าเคยนั่งเรียนกันในระยะประชิดมาแล้ว บวกประสบการณ์แปลกๆตอนอยู่ในชั้นเรียน หรือแบบทดสอบทางสมองที่เธอได้สอดแทรกเข้ามาระหว่างการเล่าเรื่องเป็นระยะ... สิ่งเหล่านี้มันผสมกันอย่างลงตัวจนทำให้ผมรู้สึกรอไม่ไหวที่จะเปิดอ่านหน้าต่อไปเรื่อยๆ(และก็ภาวนาไม่อยากให้มันจบลงเลย) ถ้าอยากทดลองว่าจะสนุกอย่างที่ผมโม้ให้ฟังหรือไม่ก็ลองไปหาอ่านตามร้านหนังสือดูนะครับ (รับรองด้วยเกียรติของลูกเสือสำรอง) ....

          ส่วนสาระที่ได้จากหนังสือเล่มนี้คงสรุปอะไรไม่ได้นอกจากคำว่า
อัจฉริยะสร้างได้”(จริงๆ) ตามชื่อหนังสือ (หลังอ่านจบผมคิดว่าเธอทำให้ผมอัจฉริยะขึ้นนะครับ 55555)           

         
เอาละ อวดสรรพคุณหนังสือให้เค้าไปเยอะแล้ว เงินค่าโฆษณาก็ไม่ได้ ดังนั้นเราควรมาเข้าสู่ประเด็นกันเลยดีกว่า วันนี้
QUOTE หรือประโยคประทับใจที่ผมหยิบยกมาไม่ใช่ของคุณหนูดีเจ้าของหนังสือหรอกครับ แต่เป็นแขกรับเชิญภายในเล่ม เขาคือคุณ ชัยภัฎ จันทร์วิไล สถาปนิกและเลขาธิการสมาคมฮาร์เลย์แห่งประเทศไทย ผู้ชนะล้านที่ 8 ในรายการอัจฉริยะข้ามคืน ซึ่งคุณหนูดีอ้างว่าบุคคลท่านนี้คือผู้ที่มีอัจริยะภาพทางด้านมนุษยสัมพันธ์และการเข้าใจผู้อื่นสูงม๊ากมาก ....  

          ที่ผมเลือก
QUOTE ของพี่คนนี้มาเล่าให้ฟังเพราะผมเห็นคนอัจฉริยะในด้านอื่นๆหลายคนในปัจจุบัน มักสอบตกอย่างรุนแรงในทักษะข้อนี้ ทั้งที่มันเป็นตัวแปรสำคัญที่จะกำหนดว่าเราจะไปถึงจุดไหนในชีวิตของเรา ชีวิตเราจะมีความสุขยากหรือง่าย เราจะก้าวหน้าในการงาน หรือจะย่ำอยู่กับที่ เราจะเป็นทีรักใคร่เอ็นดูของเพื่อนๆหรือไม่มีใครอยากคบหาหรือสนับสนุน หรือเราจะมีความสุขในชีวิตรักหรืออยู่กันอย่างระหองระแหง และอีกสารพัดความสุขในการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นบนโลกนี้ ...

            
ขอเล่าเรื่องตัวเองหน่อยนึงนะครับ ก่อนอื่นต้องบอกว่าปกติแล้วผมเป็นคนชอบเล่นเกมความสัมพันธ์มาตั้งแต่เด็กๆ ค่อนข้างเป็นที่จำจดของบรรดาอาจารย์และรุ่นพี่รุ่นน้องในโรงเรียนมัธยม ถ้าเรื่องคุยโทรศัพท์กับเพื่อนข้ามคืนหรือเดินไปทักทายเพื่อนใหม่ข้างๆห้อง อันนี้เป็นเรื่องปกติสามัญมากๆ 

          หลังจากเข้ามหาวิทยาลัยปีแรก ผมสนุกกับเกมความสัมพันธ์มากขึ้นเนื่องจากมีเพื่อนใหม่มากหน้าหลายตา มีกิจกรรมการรับน้องที่บังคับที่ให้เรามีความสัมพันธ์กับคนอื่นๆไปโดยอัตโนมัติ ช่วงนี้ไม่เป็นปัญหาอะไร แต่ช่วงสองสามปีหลังที่อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยนี้ เกมความสัมพันธ์ของผมกับคนอื่นๆคืบหน้าน้อยลงครับ เนื่องจากอยู่ดีๆ ผมเกิดอาการ
ตันกับคนแปลกหน้าหรือคนรู้จักเก่าๆ แบบไม่มีปี่มีขลุ่ย พยายามจะหาเรื่องพูดคุยจนหัวแทบแตก ยังไงก็คิดไม่ออก จนหลังๆตัดปัญหาด้วยการ เลิกคุยไปเลยครับ (ฮาๆ) บางคนมาชวนคุยยังไม่มีเรื่องจะคุยด้วยเลย ทีแรกก็คิดว่าคงเป็นอาการปกติของคนที่มีเรื่องต้องรับผิดชอบมากขึ้น ...แต่พอลองนึกถึงคนแก่ๆบรรดาแม่ๆป้าๆแล้ว คนกลุ่มนี้กลับเล่นเกมสร้างความสัมพันธ์ได้ดีกว่าเด็กๆ ซะอีก แสดงว่าปัญหาคงไม่ใช่ตรงนั้นแล้ว...

          ณ ตอนนั้นผมก็คิดไม่ออกนะครับว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่หลังจากที่ได้อ่านบทสัมภาษณ์ของพี่ชัยภัฎแล้ว มันก็เหมือนมีแสงสว่างมาเปิดทางให้ผมเห็นทางข้างหน้าว่าผมควรจะเดินต่อไปยังไง ... 
           
           ลองอ่านกันดูนะครับ ไม่รู้ว่าหลายคนมองเห็นอะไรอย่างที่ผมเห็นรึเปล่า ....
 

          คำถาม
: พัฒนาอัจฉริยภาพด้านมนุษยสัมพันธ์และการเข้าใจผู้อื่นอย่างไรจึงสามารเป็นผู้ประสานงานให้กับชมรมฮาร์เลย์ขนาดใหญ่และเข้ากับทุกคนได้เป็นอย่างดี ? 

         เรื่องมันเริ่มที่ผมเป็นคนชอบคุย เป็นการคุยบนพื้นฐานของความคิดที่เท่าเทียมกัน ไม่ว่าคนๆนั้นจะมีระดับความคิดที่เท่าเทียมกัน ไม่ว่าคนๆนั้นจะมีระดับทางสังคม อย่างไรก็ตาม ผมคุยกับคนได้ทุกประเภทตั้งแต่แม่ค่าก๋วยเตี๋ยวไปจนถึงนักการเมือง ผมเชื่อว่าการคุยที่ดีนั้น ต้องเป็นการทลายกำแพงต้องทำให้ม่านที่กันระหว่างคนสองคนหายไป ต้องทำให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจกันได้ดีขึ้น
 

          “ผมสังเกตว่าตัวเองเป็นคนชอบฟังอย่างนี้มาตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าจะเป็นการฟังผู้ใหญ่คุยกัน ฟังคนแก่คุยกัน ฟังเพื่อนคุยกัน เพราะในการฟังนั้น ผมได้เรียนรู้ถึงความคิดของเขา ถึงบุคลิก ความชอบ ความต้องการของเขา  ทำให้ผมรู้ว่าผมจะสื่อสารกับเขาอย่างไร ด้วยข้อมูลไหน เพราะในการคุยกับใคร สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ คุยในสิ่งที่เขาสนใจ เป็นการเปิดประตู่สู่ความสนใจของเขา ทำให้เขาอยากคุยและเปิดใจกับเรา

          “นอกจากนี้การที่เราจะคุยกับใครได้ทุกเรื่อง เราจะต้องมีคลังข้อมูลที่ใหญ่มาก เราต้องสนใจได้ในทุกเรื่องและการที่เราจะมีข้อมูลเหล่านี้ได้ เราต้องเป็นคนอ่านเยอะ และฟังเยอะ ซึ่งเป็นการเปิดรับข้อมูลจากแหล่งต่างๆอย่างไม่จำกัด เพราะในที่สุดแล้ว เราไม่สามารถรู้ได้หรอกครับว่าวันหนึ่งเราจะต้องไปคุยกับใคร  ต้องทำให้เขาเป็นคนสำคัญที่สุด ....
            

===================================

          พี่ชัยภัฎครับ
ผมขอบคุณพี่จริงๆครับที่ช่วยให้ผมอยากกลับมาเล่นเกมสร้างความสัมพันธ์กับมนุษย์ หลังจากทิ้งๆขว้างๆมันไปนานหลายปี จนเกือบจะลืมไปแล้วว่าการได้รับโอกาสของตัวเองในอดีตล้วนเป็นผลมาจากการเล่นเกมสร้างความสัมพันธ์กับคนแปลกหน้า จนกลายมาเป็นโอกาสที่ดีในปัจจุบัน 

           ป.ล. เรื่องเล่าปิดท้าย เมื่อสี่ปีก่อนผมได้งานทำเพราะผลจาก
การขยันเล่นเกมสร้างความสัมพันธ์ เพียงแค่หลุดปากแลกเปลี่ยนต้องการของตัวเองกับเพื่อนแปลกหน้าคนหนึ่งในMSN(เพิ่งรู้จักกันวันแรก) จนเกิดการชักชวนไปสู่โอกาสดีๆจนสร้างความสัมพันธ์อื่นๆอีกมากมายในภายหลัง ....แบบนี้ไม่รู้ว่าจะต้องขอบคุณเพื่อนคนนั้นที่หยิบยื่นโอกาสให้ ...หรือต้องขอบคุณตัวเองที่ขยันเล่นเกมสร้างความสัมพันธ์ดีนะครับ (ฮ่าๆๆๆ)

edit @ 7 Nov 2009 12:58:45 by ประจิก

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

โอกาศ บางครั้งก็มากับโชคชะตาค่ะ
ยินดีที่ได้รู้จักค่ะconfused smile confused smile

#1 By dowrun happy on 2009-11-07 12:23

Hot! แจ่มมากค่ะ
เราลองเอาไปปฏิบัติตามนะ

#2 By YUHANKUNG[-licentious girl-] on 2009-11-07 12:27

สวนศรีเมืองจังหวัดระยองค่ะconfused smile

#3 By dowrun happy on 2009-11-07 20:07