ก่อนอื่นต้องขอโทษที่มาตอบช้านะครับ พอดีเพื่งแวะกลับมาดู และไม่คิดว่าจะมีคนสนใจถึงการตัดสินใจของอาบุ๋นด้วย และขอบคุณทุกท่านที่แวะเข้ามาอ่านและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันนะครับ
 ^^
=================================================================
 
เรื่องราวหลังจากนั้นมันมีต่ออีกครับ ... แต่เล่าไปแล้วผมอาจจะดูกลายเป็นผู้ร้ายไปหน่อยนะครับ (คนละอารมณ์กันกับที่เล่าครั้งที่แล้วเลยนะ 555)
 

ก่อนอื่นต้องบอกว่าใครที่เคยเป็นเซลล์มาก่อนคงจะรู้ถึงความกดดันจากการปิดยอดในแต่ละเดือนได้ดี ... ทุกบาททุกเม็ดนั้นสำคัญมาก ... และยิ่งมียอดมาก ยิ่งได้ค่าคอมมากเพราะฉะนั้น ถ้าใครเป็นเซลล์มืออาชีพจริงๆแล้ว เขามักจะไม่รังเกียจที่ก็บลูกค้ารายเล็กรายน้อยไว้ให้หมด...พูดง่ายๆว่ามีโอกาสฟันเได้มากท่าไหร่ให้หลับตาฟันลูกค้าไปเลย
 

เทคนิคอย่างหนึ่งที่ผมถูกสอนมาจากพี่ๆเซลล์ตัวพ่อตัวแม่ นั้นคือ ถ้าเราเปิดเรดาห์สัมผัสลูกค้า แล้วพบว่าลูกค้าที่เราเจอนั้นมีความ "งก" จนขึ้นเกลือเกาะที่ตัวเป็นแผงๆแล้วละก็ให้เล่นไม้ตาย คำนวนรายรับรายจ่าย รายได้หรือความคุ้มทุนของการผลิตหนังโฆษณาให้เขาฟังต่อหน้าต่อตา แบบให้เขาได้จรดปากกาหรือจรดนิ้วจิ้มเครื่องคิดเลข คิดตามเราไปด้วยโดยมีเราคอยแนะนำโอกาส + สร้างความฝันที่จะทำกำไรให้เขาทีละนิดๆ ...เพราะเขา "งก" สนใจแต่เรื่องนี้เท่านั้นแหละ
 

ผมมักจะรับมือลูกค้าคนจีนด้วยวิธีเหล่านี้เสมอ
 

เริ่มคิดว่าผมน่าจะเริ่มจากการปิดกลุ่มผู้ใหญ่ก่อนผมเลยเริ่มสอบถามข้อมูลจากพ่อของเขาก่อนว่าปกติขายได้กำไรชิ้นละเท่าไหร่ และถ้ามาชายในช่องทางของผม(ทีวีดาวเดียม) จะแบ่งเปอร์เซนต์กันเท่าไหร่ (เงื่อนไขGP)
เขาบอกว่า กำไรของเขาถ้าขายได้จะอยู่ที่ประมาน 50 บาทต่อชิ้น...ค่าผลิตโฆษณาของผมที่เสนอไป คือ 30,000 บาทและผมเสนอเงื่อนไขเวลาให้เขาขายสินค้าแบบไม่เสียค่าโฆษณา(ออกอากาศ) ฟรี 30 วัน หลังจากนั้นจะต้องเสียเดือนละหลายหมื่นบาทแทน(แบบไม่หักGP)ผมลองคิดคร่าวๆในใจแล้วว่า ถ้าจะขายเครื่องบีบยาสีฟันที่อยู่ตรงหน้าผมให้ทำกำไร จะต้องขายให้ได้ถึง 600 ชิ้น ...ซึ่งนั้นแค่เท่าทุนนะครับ ยังไม่ต้องฝันถึงกำไร
 

ตอนนั้นผมรุ้ในใจละ ว่าทำไปยังไงก็ไม่คุ้ม...เพราะ...
 

เขารู้ว่าเพียงว่า ... ต้องขายของ 600 ชิ้นภายใน 30 วัน คือ ต้องขายให้ได้วันละ 20 ชิ้น ...ซึ่งเขาเห็นตัวเลขแล้วเขาคิดว่ายังไงก็ทำได้แต่เขาไม่รู้ว่า...จากสถิติการขายของในช่องของผมแล้ว... "ไม่เคยมีสินค้าชิ้นไหนขายได้เกินวันละ 10 ชิ้นต่อวันเลย" ...
 

ถ้าคุณรู้ข้อมูลนี้เหมือนผม คุณจะผลักดันปิดยอดลูกค้าคนนี้ต่อไปอีกไหมครับ?
 

แน่นอนว่า ชีวิตเซลล์แมนที่มียอดขาจ่อค้ำคออยู่นั้น ยังไงก็ต้องลากยอดขายจากลูกค้าไปได้ให้ไกลที่สุด...และผมเลือกที่จะไปให้สุด


พอฝั่งผู้ใหญ่พอโอเคแล้ว ก็ถึงคราวฝั่งเด็กน้อยอาบุ๋น...ดูเผินๆเป็นเด็กน้อยแบบนี้ พอได้คุยด้วยหน่อยก็นับว่าแก่กล้าในการขายใช่เล่น

เพราะเพียงเริ่มต้นนั้นเขาก็ยิงฮุคใส่ผมเลยประโยคแรกว่า ..."พี่ครับ ปกติแล้วช่องของพี่ขายของได้เดือนละกี่ชิ้น แล้วผมควรต้องสั่งของมาขายเดือนละกี่ชิ้นดี? สักพันชิ้นพอไหมครับ?" "ผมจะได้สั่งใส่โกดังมาจากเมืองจีนให้พอดีกัน ไม่อยากให้เหลือเก็บแต่ละเดือน"

ผมหยุดคิดไปเล็กน้อย...เพราะรู้ดีว่า 300 ชิ้นยังยาก...แต่จะให้บอกลูกค้าไปเปลือยๆนะหรือ...
และนี่ไม่รู้ว่าเป็นประโยคคำถามใสๆ หรือเป็นประโยคใช้หลอกถามอะไรหรือเปล่า...

"สินค้านี้ไม่เคยขายช่องพี่มาก่อน แต่พี่ว่าสินค้าชินเล็กๆแบบนี้ น่าจะขายได้ง่ายนะ...." ผมตอบปัด

ตายละ จะให้ตอบคำถามเรื่องยอดขายกับลูกชายเถ้าแก่... เริ่มจะเป็นภัยเข้าตัว...หนีไปเรื่องโปรดักชั่นโฆษณาดูจะเบี่ยงเบนได้ดีกว่า

ผมก็เลยเบี่ยงเบนไปเรื่องการทำโฆษณา พล็อตเรื่อง บท การถ่ายทำ ตัวแสดง บลาๆ เพื่อเบี่ยงความสนใจ..."สำหรับบุ๋นแล้วพี่ว่าการมีโฆษณาขายของเป็นของตัวเองชิ้นนั้นในคณะที่กำลังเรียนอยู่ พี่ว่ามันโคตรเท่ห์เลยนะ...ดูสิ อย่างพี่เองอายุเท่านี้ยังไม่มีโฆษณะเป็นของตัวเองสักตัว" ผมเสนอแนะและเปิดโฆษณาสินค้าตัวอื่นๆให้ดูประกอบ

"ทำเสร็จแล้วพี่ให้เป็นลิขสิทธิของบุ๋นเลยนะ เอาไปใช้ได้อีกเรื่อยๆไม่คิดเงินเพิ่ม"
 
"ไปลงยูทูปขายของทางเน็ตก็ได้อีกช่องทาง...แถมอวดเพื่อนในเฟสบุ๊คได้อีกหนะ..."

"สามหมื่นบาทพี่ว่าคุ้มมาก..." ผมย้ำ

"ครับๆๆ เอาครับ ลองดูก็ได้ครับ" เขาพยักหน้าให้อาป๊าเป็นการตกลง

จากสายตาที่ไม่มั่นใจของอาบุ๋นก็ได้เปลี่ยนเป็นสายตาที่มีความหวัง...เสนอเนื้อเรื่องในโฆษณาให้ผมเป็นชุด ...อยากจะทำ อยากจะเห็นโฆษณาของตัวเองออกมาให้เร็วได้วันนี้พรุ่งนี้...เหมือนเด็กน้อยอยากได้ของเล่นใหม่
 
 
ก็เลยได้จังหวะที่ทีผมจะหยิบสัญญาออกมาอ่านให้เขาฟังเพื่อทำความเข้าใจคร่าวๆ...เพราะนาทีนี้แหละที่เป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุดที่เขาจะจรดลายเซนต์ลงบนสัญญาของผมแล้วละ 5555 
ในที่สุดเขาก็เซนต์สัญญาผลิตโฆษณากับผมครับ : )
 
 

ผมไม่รู้หรอกครับว่าสาเหตุที่แท้จริงที่เขาตกลงเซ็นต์สัญญากับผมในวันนั้นคืออะไร...
อาจเป็นเพราะความอ่อนต่อโลกหรือว่าการมีสัญชาติญาณการขายแบบเด็กๆ
หรือมีอะไรที่ผมไม่รู้ซ่อนอยู่

กลับกัน บางครั้งการโตเป็นผู้ใหญ่อย่างผมก็มัวแต่มาคำนวนความเป็นไปได้มากจนเกินไปจนเหมือนคนวิตกจริตใส่ชูชีพเต็มทั้งตัว รัดแขน รัดขา รัดลำตัว เพราะกลัวจมน้ำ ... จนสุดท้ายก็ว่ายไปไม่ถึงจุดหมายเสียที


ก็เอ้า! ...ใครจะไปรู้ละว่า เครื่องบีบยาสีฟันของเด็กตัวเล็กๆในวัน มันจะกลายเป็นตัวสร้างยอดขายใหญ่ๆเข้าช่องช้อปปิ้งของผมได้จนเป็นสินค้า  Best Seller จนถึงทุกวันนี้ครับ... : )

Comment

Comment:

Tweet

Hot!

#5 By axolotl on 2012-02-21 23:06

ย้อนกลับไปอ่านหลายเอนทรี่ บล็อกนี้ให้ข้อคิดที่ดีมากเลยครับ :)

#4 By Faith on 2012-02-11 03:04

โอ๊ะโอ...ภาคสงมาแล้วสินะ
...
แง่คิดดีจังค่ะdouble wink Hot! Hot! Hot!

#3 By Nami on 2012-02-07 14:15

โอ๊ะภาค 2 wink เลยได้เห็นอีกมุมของการขายไปด้วย

คำถามที่ยิงมาได้ตรงประเด็นมาก "ขายได้กี่ชิ้น" แทนที่จะถาม "คนจะเห็นโฆษณามากแค่ไหน" เริ่มอยากรู้เลยตัวจริงเป็นใคร Hot!

#2 By devilray on 2012-02-07 03:16

โอ้ มีภาค2ด้วย
ชอบเด็กคนนี้นะ ตรงที่ยังกล้าลองสยายปีกบินดูconfused smile Hot! Hot! Hot!

#1 By 2521luck on 2012-02-06 20:35