มีสองเรื่องใหญ่ๆของชีวิต ที่เป็นเรื่องเดิมในอดีต แต่มุมมองของตัวเองกลับเปลี่ยนไปในปัจจุบัน

เรื่องแรก เรื่องงาน
สมัยก่อน เป็นคนที่มีความหวังกับการได้ทำงานในฝันมาก

อยากได้ทำงานที่สนุกชนิดอยากลุกจากเตียงไปทำงานทุกเช้า เป็นงานในฝันที่ทำแล้วแฮปปี้ ... ถ้าทำงานไหนรู้สึกไม่ชอบ ลาออกสถานเดียว
 
อยากได้ทำงานที่ก้าวหน้า ท้าทาย ได้พัฒนาตัวเองและมีอนาคตที่ดี ... ถ้าทำงานไหนทำแล้วรู้สึกต้อยต่ำติดดิน รู้สึกไม่ใช่ ลาออกไปดีกว่า
 
อยากได้ทำงานที่ได้เงินดี สวัสดิการดี มีเวลาว่างพอที่จะไปทำงานอดิเรกหรือใช้ชีวิตในด้านอื่นๆบ้าง ... ถ้าเจองานไหนที่ยุ่งจนหัวขวิดเกินไป ลาออกไปดีกว่า
 
อยากได้ทำงานที่มีหัวหน้างานที่ใจดี มีเมตตา เข้าใจหัวอกลูกน้อง ไม่เหวี่ยง ไม่เจ้าอารมณ์ ไม่จุกจิก ... ถ้าเจอเจ้านายคนไหนทำตัวแย่เช่นนี้ ลาออกไปหาเจ้านายใหม่ดีกว่า
 
อยากได้ทำงานที่มีเพื่อนร่วมงานที่เข้ากันได้ดี อายุใกล้ๆกัน มีทัศนคติตรงกัน ชอบอะไรเหมือนกัน ... ถ้าเจอเพื่อนร่วมงานที่ไหนไม่เวิ๊ก ลาออกไปหาใหม่ดีกว่า

ผ่านการลาออกกับเรื่องอะไรแบบนี้มาพอสมควรและแอบหวังว่า มันจะมีที่ทำงานที่ไหนสักแห่ง ที่มันตอบสนองความต้องการของเราได้หมดทุกอย่าง

จนมาถึงงานล่าสุดที่ได้รับโอกาสอีกครั้งแน่นอนว่าก็ได้มาเจอกับเรื่องที่ไม่ชอบใจอีกหลายเรื่อง บางเรื่องแย่กว่าเดิมเสียอีก เหมือนหนีเรื่องแย่เรื่องนั้น ก็มาเจอเรื่องแย่เรื่องนี้ 
เข้าทำนองหนีเสือปะจรเข้ แอนด์เดอะโคตร โคตรจะเข้

เลยรู้สึกว่า เฮ้อ หรือว่าจริงๆมันไม่มีงานไหนที่สมบูรณ์แบบไปทุกอย่างรึเปล่า(วะ?)

ทั้งๆที่แต่ก่อนจะแคร์กับทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งเรื่องงานและเรื่องคน อยากทำทุกอย่างออกมาให้ดีที่สุดเช่น ถ้าเจอเจ้านายหรือเพื่อนร่วมงานไม่ดี ก็จะจิตตกว่าไม่อยากทำงานร่วมกับมันอีกแล้ว ไม่อยากยุ่ง ไม่อยากสุงสิง ไม่อยากร่วมเหยียบพื้นห้องด้วย จนสุดท้ายเลือกที่จะเดินหนีไปเองดีกว่า

แต่สำหรับตอนนี้  ในสภาวะที่ตัวเองกำลังมีเป้าหมายบางอย่างอยู่และจะต้องอดทนอะไรกับพวกนี้เพื่อที่จะก้าวไปถึงเป้าหมายนั้นให้ได้ก็เลยทำให้คิดแค่เพียงว่า "ช่างแม่งเถอะ" ไม่ต้องไปแคร์อะไรมาก แค่ทำหน้าที่ของตัวเองให้จบไปอย่างดีที่สุดก็พอล
 
ะถึงเวลาเลิกงานก็จบ กลับบ้าน ปิดสวิสซ์ทันที ไม่แบกเอากลับไปคิด ไว้พรุ่งนี้ค่อยลุยต่อ

พูดสั้นๆเหมือนประชดแต่จริงๆไม่ได้ประชด ว่า "ทำเอาตัง" นั่นแหละ

คิดแบบนี้มันก็ทำให้รู้สึกดีขึ้นระดับหนึ่ง ตรงไปสามารถวิ่งต่อไปข้างหน้าได้ โดยไม่ต้องเสียเวลาไปทุรนทุรายกับขวากหนามที่มันเกี่ยวบาดเราระหว่างทางได้คิดว่ามันคงจะช่วยให้เราได้ไปถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น
...
เรื่องที่สอง เรื่องความรักเป็นคนที่แอบคาดหวังว่า Action จะต้องเท่ากับ Reaction มาตลอด
อย่างเวลาเราไปชอบใครสักคนเนี่ย มันเจะมีความคิดที่เด้งขึ้นมาอัตโนมัติเลยนะว่าเขาจะต้องชอบเรากลับเราทำอะไรให้ใครไป ก็อยากได้สิ่งนั้นกลับมาในปริมาณที่เท่าหรือใกล้เคียงกันกับที่เราให้ไปเช่น โทรไปก็ต้องโทรกลับมา  ทักไปก็ต้องทักกลับ  หรือแคร์ความรู้สึกของเราได้มากเท่ากับความรู้สึกที่เราแคร์เขา

เราบอกรักหรือมอบความคิดถึงให้เขาไป ก็แอบมีความหวังว่าเขาจะทำแบบนั้นให้เรากลับมาด้วย ซึ่วพอเจอคนที่เขาให้เราคืนให้เราไม่มากเท่าที่เราให้เขา เราก็จะรู้สึกจิตตกทุกครั้ง

ต้องขอตัวถอยกลับมาตั้งหลักหรือถอยหนีไปไกลก่อน เพราะเรารู้สึกว่าเราคงทำใจไปด้วยกันไม่ได้ในระยะยาว
เหมือนมีภาพในหัวว่า ความรักที่มีความสุข มันต้องเป็นเรื่องของคนสองคนที่มอบความรู้สึกให้แก่กันจากทั้งสองฝ่าย
 
ถ้าคู่ไหนที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมอบความรักให้ฝ่ายตรงข้ามเดียว ... มันไม่น่าจะใช้ความรักที่มีความสุข... คบไปคงไม่ยืด

พอให้ไปแล้วไม่ได้กลับคืนมันเลยรู้สึกทรม๊าน ทรมาน

แต่สำหรับตอนนี้ ความรู้สึกและวิธีคิดมันเริ่มค่อยๆเปลี่ยนไปทีละน้อย...รู้สึกว่าความรักที่ให้ไปฝ่ายเดียวโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนมันก็เป็นความรักได้นะ

ธรรมชาติของบางคนเป็นคนไม่หวาน บางคนง้อไม่เก่ง บางคนเจ้าชู้ บางคนปากแข็ง บางคนไม่เคยสนใจในรายละเอียดเล็กๆน้อยของคนรอบข้างที่อยู่ด้วย บางคนชินแต่เป็นผู้รับมาตลอดจะให้มาทำอะไรแบบนี้มันก็อาจจะทำยาก หรือ อาจจะต้องให้เวลาเขาหน่อย

ก็เลยทำให้คิดแค่เพียงว่า "ช่างแม่งเถอะ" ไม่ต้องไปแคร์อะไรมาก แค่ทำหน้าที่ในส่วนของตัวเองให้จบไปอย่างดีที่สุดก็พอละ

เรากำลังเรียนรู้ที่จะเข้าใจประโยคที่คนเขาชอบพูดกันว่า "ความรัก คือ การให้" ให้โดยไม่ต้องไปหวังเลยว่าเราจะได้อะไรตอบแทนจากเขา
เมื่อให้ไปแล้วก็จบ ตัดความคิดทุกอย่างออกจะเอาความรักของเราไปทำอะไรก็ทำไป จะไปวางให้ฝุ่นเกาะ หยากไย่คลุม แมงมุมพ่นใส่ 
 
จะไปทิ้งๆคว้างๆไว้มุมตึกให้โจรมันปล้นเล่นจะเอาไปวางโยนใส่เข่งรวมกับความรักของคนอื่น แล้วค่อยมาคุ้ยเลือกทีหลัง อะไรก็ตาม
แค่เรารู้ตัวว่าเรามีความสุข ณ ขณะที่เราได้มอบให้ไป ก็น่าจะพอแล้ว...ละมั้ง... (/me กัดฟันกร็อบๆ)

แม้จะทำยาก แต่พอเริ่มมาคิดแบบนี้แล้วมันก็ดีอย่างหนึ่ง คือ เราไม่ต้องมาทรมานใจจากฝุ่นความคิดที่มันเข้ามาลอยฟุ้งอยู่สมองของเราเพราะกับคนบางคนที่เกิดมาใหนมู่คนเป็นล้าน แล้วบังเอิญได้พบได้เจอกัน เราก็ทำกับเค้าได้มากที่สุดเท่านี้นี่แหละ...

...

นี่คือทั้งสองเรื่องใหญ่ๆในชีวิต ที่เปลี่ยนแปลงมุมมองไปจากอดีต
ซึ่งก็ไม่รู้ว่านี้คือการเปลี่ยนแปลงความคิดไปในทางที่ดีขึ้นหรือแย่ลง...
 
เหมือนจะปลงๆและเหมือนหมดไฟ แต่มันก็ทำให้จิตใจเราสงบนิ่งขึ้นมาระดับหนึ่ง

อะไรมันจะเกิด มันก็ต้องเกิดละนะ
ทุกอย่างมันคงมีเหตุผลในตัวของมันอยู่แล้ว....
 

Comment

Comment:

Tweet

อะไรจะเกิดก็ต้องเกิดคะ
สิ่งที่เราทำได้ก็คือ การเตรียมใจให้พร้อมรับสิ่งที่เกิดขึ้น big smile Hot! Hot! Hot!

#5 By Kwanwitchaya N. on 2013-02-28 16:25

เริ่มเป็นผู้ใหญ่...embarrassed หรือเริ่มแก่... question

#4 By แจม on 2012-03-15 21:17

ช่วงเปลี่ยนผ่านความคิดมันจะสับสนแบบนี้แหละครับ แต่พอมันเข้าที่ จะพบว่าเรามองโลกอย่างสุขุมขึ้นมาก เข้าอกเข้าใจ และปลอดโปร่งใจ big smile

#3 By Tar on 2012-03-08 23:21

ตอนนี้ก็รู้สึกจิตตกค่ะ (ตามหลักต้องปล่อยวางสิน่ะ)
แต่ก็เห็นด้วยน่ะที่ความรักคือการให้
(ถึงแม้จะแอบหวังอะไรเล็กๆน้อย555)

ถึงบางอย่างจะทรม๊านทรมาน
แต่มันก็เป็นเครื่องปรุงแซ๊บแซบสะใจดีนักแล


big smile

#2 By *หมีน้อย on 2012-03-06 18:23

ชีวิตมีการเปลี่ยนแปลงเสมอ
ไม่มีรูปแบบตายตัว
ไม่มีกรอบให้เดิน
หากการเปลี่ยนแปลงทำให้ชีวิตมีความสุขกว่าเดิม
และไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ก็จงกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงHot! Hot! Hot!